หลักธรรม
ในเรื่องมนุษย์ในคัมภีร์ลุนยู ขงจื๊อกล่าวว่า คนเราต่างหากที่ทำความจริงให้ยิ่งใหญ่ มิใช่ความจริงทำให้คนยิ่งใหญ่ ความจริงไม่อาจแยกจากธรรมชาติของมนุษย์ได้ ถ้าจะมีสิ่งใดแยกออกก็ไม่ถือว่าเป็นความจริง และมนุษย์ทุกคนย่อมปรากฏเพียงเหมือนเป็นคนเดียวเท่านั้น
ในเรื่องมนุษยธรรม เมื่อมีผู้ถามว่า มนุษยธรรมคืออะไร ขงจื๊อได้ตอบว่า เมื่ออยู่นอกบ้านจงประพฤติอย่างกับท่านอยู่ต่อหน้าแขกคนสำคัญ จงปฏิบัติต่อสามัญชนดุจว่าท่านกำลังประกอบพิธีสำคัญๆ อยู่ จงอย่าทำแก่คนอื่นในสิ่งที่ท่านไม่ต้องการให้คนอื่นทำแก่ท่าน แล้วความไม่พอใจใดๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ทั้งในแว่นแคว้นและที่บ้าน และกล่าวอีกว่า ผู้มีเมตตากรุณาปรารถนาจะให้ผู้อื่นแต่งตั้งตน ก็จงหาวิธีแต่งตั้งผู้อื่นเมื่อปรารถนาจะให้ตนประสบผลสำเร็จ ก็ต้องช่วยผู้อื่นให้สัมฤทธิ์ผล จงพิจารณาตัดสินผู้อื่นโดยอาศัยวิธีที่เรารู้ว่าเป็นวิธีที่จะได้บรรลุถึงหลักมนุษยธรรม
ในเรื่องการศึกษา ขงจื๊อสอนว่า เมื่อเดินอยู่ด้วยกันสามคน ข้าพเจ้ามักมีครูเสมอ ข้าพเจ้าสามารถเลือกคุณสมบัติที่เลวๆ ของอีกคนหนึ่งออกแล้ว เอามาแก้ไขตัวข้าพเจ้าเองได้และผู้ที่รู้สัจธรรม สู้ผู้ที่รักสัจธรรมไม่ได้ ผู้รักสัจธรรมก็สู้ผู้ที่ชื่นชมยินดีในสัจธรรมไม่ได้ ข้าพเจ้าจะสอนท่านได้ไหมว่าอะไรคือความรู้ เมื่อท่านรู้อะไรสักอย่างหนึ่งก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้อะไรสักอย่างก็ยอมรับว่าไม่รู้นั่นแหละคือความรู้
ในเรื่องกตัญญูกตเวที ขงจื๊อย้ำมากว่า บุตรต้องดีต่อบิดามารดา ทุกวันนี้บุตรที่มีความกตัญญูต่อบิดามารดาก็คือ ผู้ที่หาข้าวปลาอาหารมาให้บิดามารดาเท่านั้นเอง แม้แต่สุนัขและม้าเราก็ให้อาหารมัน ถ้าหากว่าไม่มีความเคารพนับถือบิดามารดาอยู่แล้ว บิดามารดาจะแตกต่างอะไรจากสุนัขและม้า ในการรับใช้บิดามารดานั้น บุตรอาจทัดทานบิดาอย่างสุภาพอ่อนโยนได้ เมื่อเห็นว่าบิดามารดาไม่คล้อยตามคำแนะนำก็ควรแสดงอาการกิริยาที่เคารพนบน้อมไว้อย่างเดิม แต่อย่าเพิ่งล้มเลิกความตั้งใจเดิมเสีย ถ้าหากว่าจะถูกด่าหรือถูกเฆี่ยน ก็ไม่ควรอุทธรณ์ฎีกาใดๆ ทั้งสิ้น การปฏิบัติต่อบิดามารดาเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ด้วยความรักและความเคารพพร้อมทั้งการปฏิบัติด้วยความเสียใจเมื่อท่านเสียไปแล้ว เป็นการปลดเปลื้องหน้าที่อันสำคัญของมนุษย์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น การบูชาบรรพบุรุษจึงเป็นพิธีกรรมที่ขงจื๊อถือว่าเป็นรากฐานแห่งศีลธรรม
ในเรื่องลักษณะของคนดี ขงจื๊ออธิบายว่า คนดีต้องปฏิบัติสิ่งที่เขาสอนได้ก่อนแล้ว จึงค่อยสอนผู้อื่นในสิ่งที่เขาปฏิบัติ ไม่ใช่ดีแต่สอนเขา คนดีในทัศนะของขงจื๊อคือคนที่ชอบสงบเรียบง่าย ส่วนคนชั่วมีความกังวลทุกข์ทรมานอยู่เสมอ คนดีเข้าใจความดี คนชั่วเข้าใจเฉพาะสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ตัวเขาเท่านั้น คนดียึดคุณธรรม คนชั่วยึดทรัพย์สมบัติ คนดีคิดถึงแต่บทลงโทษ แต่คนชั่วคิดแต่จะหาผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้น คนดีย่อมเรียกร้องเอาที่ตัวเอง ส่วนคนชั่วเรียกร้องเอาจากคนอื่น
เกี่ยวกับการปกครอง ขงจื๊ออธิบายถึงลักษณะของผู้ปกครองบ้านเมืองว่า ถ้าหากผู้ปกครองเอง เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม คนทั้งปวงก็ต้องอยู่ในธรรมโดยมิต้องบังคับเลย จงใช้กฎหมายนำประชาชน และทำกฎหมายให้เป็นที่เกรงขามแก่ประชาชน โดยอาศัยการลงโทษเถิด แล้วประชาชนก็จะเกรงกลัวคุกตะรางเอง แต่ประชาชนก็ยังไม่มีความรู้สึกละอายใจอยู่ ฉะนั้น จงใช้คุณความดีนำประชาชนแล้วจงใช้กฎแห่งความประพฤติที่ดีงามควบคุมประชาชนเถิด แล้วประชาชนก็จะมีความรู้สึกละอายใจ และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ จะกลายเป็นคนดีต่อไป และความจำเป็นในการปกครองนั้น ขงจื๊อเห็นว่าประชาชนจะต้องมีกินจะต้องมีกองทัพที่สามารถเพียงพอ และประชาชนจะต้องมีความเชื่อถือในผู้ปกครอง ในสามเรื่องนี้ความเชื่อถือในผู้ปกครองสำคัญ และจำเป็นที่สุดเพราะประชาชนไม่อาจจะเป็นอยู่ได้โดยปราศจากความเชื่อถือในผู้ปกครอง
คำสอนในการปกครอง แบ่งออกได้ 3 ชั้น คือ
1.ระดับสูง คือ การให้ชาติต่างๆ ในโลกรวมเป็นชาติเดียว และบริหารโดยรัฐบาลเดียวกัน
2.ระดับกลาง คือ เมื่อทำอย่างแรกไม่ได้ก็ต้องให้มีรัฐบาลประจำชาติเป็นดีที่สุด และการที่จะเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดก็ต้องมาจากผู้ปกครองหรือผู้นำของรัฐเอง
3.ระดับพื้นฐาน คือ การปกครองในระดับครอบครัว ขงจื๊อถือว่าสำคัญที่สุดและย้ำว่า ก่อนที่จะเป็นนักปกครองที่ดีได้นั้น ผู้ปกครองจะต้องปกครองใจตนเองให้ได้ก่อน ให้ใจตั้งอยู่ในสัจจะและยุติธรรมจึงจะบริหารครอบครัวได้ แล้วจึงจะสามารถปกครองสังคมและจึงจะเป็นรัฐบาลที่ดีได้
ขงจื๊อย้ำให้ผู้ปกครองปฏิบัติตนเองให้เป็นผู้มีคุณธรรมเสียก่อนจึงจะบริหารนำพาคนอื่นได้ ขงจื๊อสอนให้ตั้งตนจากตนเองออกไปหาครองครัว สังคม ประชาชนและประเทศชาติตามลำดับ เพราะสังคมประกอบขึ้นจากปัจเจกชน
หัวใจของการปกครองนั้น ขงจื๊อสรุปว่า คือ ความเป็นผู้เคร่งครัดในนิติธรรมเนียม ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตน รัฐก็ได้ชื่อว่าเป็นรัฐสันติสุข แปลว่า ผู้ปกครองทำหน้าที่ของผู้ปกครอง ข้าราชการทำหน้าที่ของข้าราชการ บิดาทำหน้าที่ของบิดา บุตรทำหน้าที่ของบุตร
<< top >>
จริยศาสตร์
จริยศาสตร์ขงจื้อ คือการสอนนักปกครองให้เอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน คุณงามความดีต่างๆ ที่ขงจื้อสอน เช่น การทำคนให้เหมาะสม ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความรัก การศึกษา ความยุติธรรม ความรู้จักประมาณ การบำเพ็ญประโยชน์ ความเคารพ ความรู้จักประมาณ ความสงบ และการค้นหาความจริง
ปัญญา การบำเพ็ญประโยชน์ ความเป็นผู้มีกำลังใจเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้ เป็นคุณธรรมประจำโลก
( คัมภีร์ 28 : 2 )
จงตอบแทนความร้ายด้วยความยุติธรรม จงตอบแทนความกรุณาด้วยความกรุณา
( คัมภีร์ 14 : 36 )
คุณธรรม 5 ข้อสำหรับนักปกครอง
1. การบำเพ็ญประโยชน์ หมายถึงการทำงานเพื่อความสุขสวัสดีของประชาชน
2. ความถูกต้อง ไม่พึ่งทำสิ่งที่ท่านไม่ต้องการให้ผู้อื่นทำแก่ท่าน
3. ความเหมาะสม จงประพฤติตนต่อประชาชนที่ท่านปกครองด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีงามอยู่เสมอ
4. ปัญญา จงใช้ปัญญาและความเข้าใจ เป็นเครื่องนำทาง
5. ความจริงใจ จงมีความจริงใจต่อทุกคนที่ท่านเกี่ยวข้อง เพราะขงจื้อถือว่า ปราศจากความจริงใจเสียแล้ว โลกจะเกิดขึ้นไม่ได้
ขงจื๊อสอนว่า เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และศาสนาไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ เพราะมีอุดมคติร่วมกันอยู่ที่ศีลธรรม ชีวิตที่ปราศจากความรัก คุณธรรมไม่อาจจะดำรงอยู่ได้
องค์คุณ 5 ประการ คือ
1. ความเมตตากรุณา ความเป็นผู้สำนึกในพระคุณความองอาจและความพากเพียร (เหริน)
2. ความถูกธรรม ความสุจริตจริงใจ (อี้)
3. ความเหมาะสมนิติธรรมเนียมประเพณี (หลี่)
4. ปัญญาและการศึกษา (จื้อ)
5. ความเป็นผู้เชื่อถือได้ ความจงรักภักดี (สีน)
การปฏิบัติต่อกันอย่างถูกต้อง
1. ผู้ปกครองแสดงความนับถือผู้อยู่ใต้การปกครอง และผู้อยู่ใต้การปกครองมีความจงรักภักดี
2. บิดา มารดา มีความเมตตา บุตรมีความกตัญญูกตเวที
3. สามีประกอบด้วยคุณธรรม ภริยาเชื่อฟัง
4. พี่ชายวางตัวให้สมเป็นพี่ น้องชายเคารพพี่
5. เพื่อนวางตัวให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจกันและกันได้
คุณธรรม 5 ประการ สำหรับบุคคลที่ถือว่าเป็นคนดีหรือบุคคลชั้นสูง
1. มีทัศนคติที่ถูกต้อง คือ มีความคิดที่จะร่วมมือและถ้อยทีถ้อยอาศัยกับผู้อื่น
2. มีมารยาทที่ถูกต้อง คือ การศึกษากฎระเบียบความประพฤติซึ่งจะไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ
3. มีความรู้ที่ถูกต้อง คือ มีความรู้ว่าด้วยประวัติศาสตร์ วรรณคดี หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
4. มีความกล้าหาญทางจริยธรรม คือ มีความกล้าหาญที่จะซื่อตรงต่อตนเองและต่อผู้อื่น
5. มีความมุ่งมั่นปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ ความยั่งยืนต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่ย่อหย่อน
ดังนั้นในแง่จริยศาสตร์ศาสนาขงจื๊อจึงเข้ากันได้กับศาสนาเต๋าในเรื่องการบูชาบรรพบุรุษและบูชาเทพเจ้า เช่น ฟ้าดินที่ขงจื๊อรวบรวมไว้ก็ลงกันได้กับศาสนาชินโต ในเรื่องคุณธรรม เช่น ความกตัญญูกตเวทีก็เข้ากันได้กับศาสนาพุทธ ดังนั้น ชาวจีนจึงนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า และศาสนาขงจื๊อรวมกัน และชินโตก็ได้รับอิทธิพลของศาสนาทั้งสาม โดยเฉพาะศาสนาขงจื๊อ จนกระทั่งในศาสนาชินโตมีการตั้งนิกายใหม่ชื่อนิกายขงจื๊อขึ้น 2 นิกาย คือ นิกายชินโตซูเซอิหะกับนิกายโตเซอิ-กโย ก็เนื่องมาจากอิทธิพลของคำสอนการบูชาบรรพบุรุษและบูชาฟ้าดินของชาวจีนสมัยโบราณ และความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ว่าเป็นประเพณีและจริยธรรมอันดีงาม
<< top >>