คัมภีร์
คัมภีร์ของศาสนาเชน เป็นเรื่องที่ยากแก่การค้นคว้า ไม่ค่อยเปิดเผยเหมือนศาสนาอื่น สาวกบางคนที่มีคัมภีร์ก็พยายามจะเก็บซ่อนคัมภีร์ไว้อย่างมิดชิด
คัมภีร์ของศาสนาเชนชื่อ อาคมะได้จารึกเป็นอักษรปรากฤตประมาณ 200ปี ภายหลังสมัยของพระมหาวีระ ในชั้นเดิมคงมีการท่องจำ และเมื่อมหาวีระได้ล่วงลับไปไม่น้อยกว่า 200 ปี จึงมีการรวบรวมซึ่งอาจใช้วิธีท่องจำอีก ต่อเมื่อมหาวีระล่วงลับไปได้ 981 ปี (พ.ศ. 997) จึงได้มีการเขียนคัมภีร์เป็นลายลักษณ์อักษร คำอธิบายคัมภีร์ และวรรณคดีของเชนในสมัยต่อมา ล้วนเป็นภาษาสันสกฤต
อาคมะ และ กัลปสูตร เป็นหลักสำคัญของศาสนาเชน ชื่อรวมสำหรับคัมภีร์ศาสนาของเชนคือ อาคมะ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิทธานตะ
ส่วนแรกแห่งคำสอนประกอบด้วย อังคะ (ส่วน) 12 อังคะ แต่อังคะที่ 12 ได้สูญหายไป คัมภีร์ในปัจจุบันมีอยู่ 37 คัมภีร์ ส่วนใหญ่จะเขียนขึ้นมาภายหลัง กล่าวถึงชีวประวัติของมหาวีระ สาวกของศาสนาเชนมีความเห็นในเรื่องคัมภีร์ค่อนข้างแตกต่างกัน เช่นนิการ เศวตัมพร ยึดคัมภีร์อาคมะ เป็นคัมภีร์ศาสนาของพวกตน โดยมีความเชื่อมั่นว่าสาวกผู้ใกล้ชิดมหาวีระเป็นผู้รวบรวมคัมภีร์อาคมะขึ้น แต่นิกายทิฆัมพร เชื่อว่าคัมภีร์ดั้งเดิมได้สูญหายไปแล้ว คำสอนของมหาวีระถูกรวบรวม แก้ไข หรือเขียนเพิ่มเติมขึ้นโดยนักบวชสมัยโบราณหลายท่าน
คัมภีร์อาคมะประกอบด้วยคัมภีร์ 45 เล่ม และแบ่งย่อยออกไปเป็นคัมภีร์ละ 11 ส่วน กับเล่มที่ 12 เรียกว่า ฤทธิวาท เป็นอุปางคะ 11 ส่วน แบ่งเป็นมูลสูตร 4 เล่ม เป็นเจตสูตร 6 เล่ม เป็นคูสิกสูตร 2 เล่ม เป็นปกิณกะ 10 เล่ม
<< top >>
พิธีกรรม
วัดทิฆัมพร ตอนเช้าทำพิธีชลบูชาคือทำความสะอาดองค์พระตีรถังกร ด้วยน้ำและเช็ดให้แห้ง ระวังมิให้น้ำหกหยดที่พื้น และถวายข้าว ผลไม้แห้ง ผลไม้สดบูชาไม่ได้ ตอนเย็นทำพิธีอารติบูชา คือแกว่งตะเกียงจากซ้ายไปขวาเบื้องหน้าองค์พระตีรถังกร เป็นการบูชา ผู้ประกอบพิธี ต้องเป็นผู้นับถือศาสนานี้เท่านั้นและไม่กินของบูชาด้วย
วัดเศวตัมพร มีพิธีมากกว่านั้น เช่นพิธีชลบูชา นอกจากล้างด้วยน้ำแล้ว ต้องล้างด้วยนมแล้วล้างด้ายน้ำอีก แล้วครองผ้าให้ใหม่ นอกจากนี้ยังมีองค์บูชา คือ ตบแต่งองค์พระให้งดงามด้วยวัตถุเช่น ทอง เงิน สร้อย มงกุฎ กำไล เป็นต้น เป็นการบูชาของตบแต่งเหล่านี้จะขอเช่าทางวัดมาตกแต่งชั่วคราว เพื่อบูชาเป็นพิเศษก็ได้ การบูชาตะเกียง ด้วยข้าว ผลไม้ รูป เป็นต้น เหมือนนิกายทิฆัมพร แต่กินของบูชาได้ ผู้ประกอบพิธีเป็นใครก็ได้ ขอให้รู้พิธีก็ใช้ได้
พิธีกรรมของศาสนาเชน คือ พิธีภารยุสะนะ หรือพิธีปัชชุสนะ เป็นงานพิธีรำลึกถึงองค์ศาสดามหาวีระ ซึ่งเป็นงานพิธีกรรมทำให้มีความสงบ การให้อภัยกัน และการเสียสละ บริจาคทานแก่คนยากจน และรูปองค์ศาสดา แห่เดินไปตามท้องถนน นิยมทำกันในปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายน กระทำพิธีคราวละ 8 วัน
ในระหว่างทำพิธี 8 วันนั้น นักบวชตามปกติจะพำนักอยู่ในป่า จะเข้ามาอยู่ในเมืองเพื่อร่วมประกอบพิธีจนครบ 8 วัน ส่วนฆราวาสก็จะอ่านคัมภีร์ซึ่งเป็นคำสอนของมหาวีระจนครบ 8 วันและนอกจากนี้ก็จะมีการเฉลิมฉลองสมโภชกันในหมู่ชาวเชน
พิธีปัชชุสนะ 8 วันนั้นแบ่งเป็น 5 ระยะ
ระยะที่ 1 ใน 3 วันแรก พวกฆราวาสต้องมารับคำสอนจากสงฆ์ทุกเช้า วันละ 2 ชั่วโมง
ระยะที่ 2 ในวันที่ 4 พวกฆราวาสต้องอ่านกัลปสูตร ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาของศาสนาเชนและชีวประวัติของมหาวีระองค์ศาสดา
ระยะที่ 3 ในวันที่ 5 จะมีการประกอบพิธีใหญ่ เพราะถือว่า เป็นวันเกิดของมหาวีระ กิจที่ต้องทำในวันนี้ก็คือ การขายวัตถุแห่งความฝัน 14 ประการ คือ ช้าง โค สิงโต เจ้าแม่แห่งโชค พวงหรีด พระจันทร์ พระอาทิตย์ ธง หม้อน้ำ สระบัว มหาสมุทร วัง กองเพชร และไฟไม่มีแสง วัตถุแห่งความฝันเหล่านี้ มักจำลองไว้ด้วยเงินภายในวัดหรือตามริมท่าแม่น้ำคงคา ในวัดเชนทุกวัดต้องมีวัตถุเหล่านี้ประจำ แต่บางวัดยังมีเปลซึ่งถือว่าเป็นเปลของมหาวีระ พอถึงวันแห่ก็นำสิ่งเหล่านี้ออกมาแห่ด้วย ในขบวนแห่นั้นมีรูปภาพของมหาวีระใหญ่โตและหนังสือคัมภีร์ นิยมแห่ไปยังท่าแม่น้ำคงคา หรือไม่ก็สุดแต่กำหนดกันขึ้นว่าจะแห่ไปที่ใด
ระยะที่ 4 ในวันที่ 6-7 นี้คงมีแต่การอ่าน กัลปสูตรอย่างเดียว
ระยะที่ 5 ในวันที่ 8 มีการอ่านคัมภีร์ทุกคัมภีร์ ในการอ่านทุกระยะมีนักบวชคอยอธิบายข้อความให้ผู้อ่านฟัง การอ่านคัมภีร์นั้นกำหนดไว้ว่า ต้องอ่านคัมภีร์ตอนละ 3 ชั่วโมง ทั้งเช้าและบ่าย ทุกๆ วัน และวันหนึ่งๆ ต้องอ่าน 2 ตอน รวมเป็นเวลา 6 ชั่วโมง
<< top >>
นิกาย
ศาสนาเชนมีนิกายที่สำคัญอยู่ 2 นิกาย ได้แก่
1. นิกายเศวตัมพร (นิกายนุ่งผ้าขาว)
2. นิกายทิฆัมพร (นิกายเปลือยกาย)
เมื่อมหาวีระสิ้นแล้ว สาวกเกิดแตกกัน พวกหนึ่งโดยการนำของท่านภัทรพาหุ ได้ไปเผยแพร่ศาสนาทางใต้ เป็นเวลา 12 ปี จึงกลับมาถิ่นเดิม พวกนี้ถือเคร่งมากโดยเฉพาะข้ออปริครหะ คือไม่มีเครื่องนุ่งห่ม อีกพวกหนึ่งซึ่งมีท่าน สถูลภัทร เป็นหัวหน้า ยังคงอยู่ในที่เดิม พวกนี้ต่อมาใช้เครื่องนุ่งห่มขาว เมื่อท่านภัทรพาหุกลับมาถิ่นเดิม ก็ปรากฏว่าพวกที่มิได้ไปด้วยนั้นใช้เครื่องนุ่งห่มเสียแล้ว เลยแยกเป็น 2 นิกายใหญ่ เป็นนิกายทิฆัมพร และเศวตัมพร
1.นิกายเศวตัมพร (เสฺวต+อมฺพร=เศวตัมพร แปลว่า นุ่งขาว)นักบวชจะนุ่งห่มผ้าขาว ส่วนมากพวกนิกายนี้จะอยู่ทางแถบเหนือของทิวเขาวินธัย อันเป็นพื้นที่ที่อากาศหนาวจัด จึงมีการนุ่งผ้าสีขาว(ทั้งๆ ที่องค์ศาสดามหาวีระไม่นุ่งผ้า) เพราะถ้าไม่นุ่งผ้าเลยคงทนต่ออากาศหนาวไม่ไหว รูปเคารพของศาสดามหาวีระของตน จึงมีลักษณะนุ่งขาวด้วย และนิกายนี้อนุญาตให้มีนักบวชหญิงด้วย
นิกายเศวตัมพรนี้ ทำสังคายนาครั้งที่ 1 ที่เมืองปาตลีบุตร ครั้งที่ 2 ที่เมืองมถุรา หรือ มถุรีกาญจนา ครั้งที่ 3 ที่เมือง วัลลภี ซึ่งอยู่ใกล้เมืองภวนครในปัจจุบันเมื่อ ค.ศ.454 นิกายนี้แยกเป็นนิกายย่อยอีก ไม่ต่ำกว่า 84 นิกาย ที่ต่างกันโดยมากเรื่องความเห็นและการปฏิบัติ เช่น นิกายหนึ่งถือว่า ต้องบูชารูปตีรถังกรคือเจ้าลัทธิหรือศาสดา อีกนิกายหนึ่งถือว่า เพียงเคารพนับถือก็พอไม่ต้องบูชา เพราะตีรถังกร มิใช่พระเจ้า นิกายหนึ่งถือว่า ควรสร้างรูปเคารพ แต่อีกนิกายหนึ่งถือว่าไม่ควรสร้าง นิกายหนึ่งเคารพคัมภีร์ แต่ไม่เคารพรูปเคารพเหล่านี้เป็นต้น
2. นิกายทิฆัมพร (ทิศ+อมฺพร=ทิฆัมพร แปลว่า มีทิศเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือนุ่งลมห่มฟ้า ) นักบวชจะเปลือยกายหรือที่เรียกว่า นุ่งลมห่มฟ้า นิกายนี้ปฏิบัติเคร่งครัดมาก จะทรมานตนเองให้ลำบาก ไม่มีเครื่องปกปิดร่างกาย เพราะพวกเขาเชื่อว่าการมีเครื่องแต่งกายหรือมีผ้าปกปิดร่างกายนั้น ทำให้เกิดความกังวลใจเกี่ยวกับบริขารของตน และอาจจะเป็นเครื่องกังวลใจที่ต้องการรักษาและแสวงหา สิ่งที่นักบวชเหล่านี้ต้องการมีเพียง 2 อย่าง คือ 1.ไม้กวาด เวลาเดินไปไหนจะต้องกวาดเพื่อไม่ให้เหยียบสัตว์ที่มีชีวิต 2. ผ้ากรองน้ำ (ธมกรก) เพื่อจะไม่ต้องดื่มสัตว์มีชีวิตเข้าไปกับน้ำ มีหลักปฏิบัติที่เคร่งครัดจริงอีก 3 ข้อดังนี้
1.ไม่กินอาหารใดๆ แม้น้ำก็ไม่ให้ล่วงลงไปในลำคอในเวลาปฏิบัติ
2.ไม่มีสมบัติใดๆ ติดตัวแม้แต่ผ้านุ่ง สัญจรไปด้วยตัวเปล่าเปลือยกาย
3.ไม่ยอมให้ผู้หญิงปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น เว้นแต่จะได้เกิดเป็นชายเสียก่อน
นิกายทิฆัมพร ไม่มีการทำสังคายนา แบ่งเป็นนิกายย่อย 5 นิกาย สาเหตุที่แตกแยกก็คล้ายกันกับของเศวตัมพร
ความแตกต่างกันของนิกายไม่ค่อยมีอะไรมาก ต่างถือในคัมภีร์ศาสนาเกือบจะชุดเดียวกัน ความต่างกันเล็กน้อย เช่น รูปปฏิมาของพระชินะของนิกายนุ่งผ้าขาวมีรอยผ้านุ่งห่ม ส่วนรูปปฏิมาของนิกายนุ่งฟ้าทำเป็นรูปเปลือยกาย ความต่างกันในเรื่องจำนวนของสวรรค์ในครั้งพุทธกาล นักบวชนุ่งผ้าขาวและเปลือยกายมีแพร่หลายอยู่ทั่วไป ปรากฏในวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาหลายพระสูตรด้วยกัน
วิธีดูวัดเชนให้ดูรูปที่ตีรถังกร และนักบวช ถ้าตีรถังกรเป็นรูปเปลือยทอดตาต่ำ นักบวชไม่ใช้เครื่องนุ่งห่ม วัดนั้นเป็นนิกายทิฆัมพร ถ้ารูปตีรถังกรและนักบวชใส่เครื่องนุ่งห่ม รูปติดมังกรมองตรงไปข้างหน้า วัดนั้นเป็นวัดนิกายเศวตัมพร
<< top >>