ประวัติศาสดา
ศาสนาเชนเชื่อว่า ยุคหนึ่งของโลกแบ่งออกเป็น 2 รอบ คือ รอบเจริญกับรอบเสื่อม รอบเจริญเชื่อว่า อุตฺสรฺปินี เริ่มต้นด้วยไม่ดีไปหาความดีขึ้นเจริญขึ้นโดยลำดับอายุของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ความสูงใหญ่ของมนุษย์ ตลอดจนคุณความดีเพิ่มมากขึ้นครั้นถึงรอบเสื่อมที่เรียกว่า อวสรฺปิรี สิ่งทั้งหลายค่อยๆ เลวลง เสื่อมลง มนุษย์ร่างเล็กลงอายุน้อยลงโดยลำดับ ในปัจจุบันถือกันว่าโลกมนุษย์เรากำลังอยู่ในรอบเสื่อม
ในแต่ละรอบจะมีชินะ (ท่านผู้ชนะ) หรือตีรถังกระ (เจ้าลัทธิ) 24 องค์ เฉพาะในรอบนี้พระชินะองค์แรกคือ กฤษภะ มีอายุยืนถึง 840,000 ปี ส่วนองค์ที่ 24 คือองค์สุดท้าย คือ มหาวีระ หรือ วรรธมานะ เกิดปี 599 ก่อน ค.ศ.และสิ้นชีพปี 527 ก่อน ค.ศ
ศาสนาเชนมีศาสดาทั้งหมด 24 องค์
องค์ที่ 1 ชื่อ ท่านกฤษภะ
องค์ที่ 2 ชื่อ อชิตนาถะ
องค์ที่ 3 ชื่อ สัมภาวะนาถะ
องค์ที่ 4 ชื่อ อภินันทะ
องค์ที่ 11 ชื่อ เศรอันษนาถะ
องค์ที่ 22 ชื่อ เนมินาถะ องค์นี้เป็นเจ้าในสกุลยาเทพ สมัยมหาภารตะ
องค์ที่ 23 ชื่อ ท่านปรัศวนาถะ ผู้นี้มีประวัติการสำเร็จเป็นสิทธะ คือผู้สำเร็จ คล้ายการสำเร็จอนุตร-โพธิญาณของพระพุทธเจ้า
องค์ที่ 24 ท่านมหาวีระ เป็นองค์สุดท้ายซึ่งในพระพุทธศาสนาเรียกว่า นิคันถนาฎ-บุตร ผู้เป็นหนึ่งในศาสดาทั้ง6 ในครั้งพุทธกาล
ปรัศวาถะ ศาสดาองค์ที่ 23 เกิดที่เมืองพาราณสี กล่าวว่าก่อน ค.ศ.2461 ปี บ้าง 816 ปี บ้าง662 ปีบ้าง ก่อนมหาวีระ 250 ปีบ้าง พระบิดาเป็นราชาแห่งพาราณสี ทรงพระนามว่า อัศวเสน พระมารดา วามา ก่อนประสูติทรงสุบินว่า เห็นงูเห่าดำข้างกาย จึงตั้งนามพระโอรสว่า ปรัศนาถะ ท่านเป็นนักรบ สารถปราบเมืองกลิงครัฐ ได้อภิเษกกับเจ้าหญิงประภาวดี ราชธิดาของพระเจ้าประเสนชิต กษัตริย์แห่งอโยธยา อายุ 30 ปี ออกเป็นสันยาสี บำเพ็ญตบะทรมานกายอยู่ 83ปี ปีที่ 84 จึงสำเร็จเกวลิช-ญาณ บางคัมภีร์กล่าวว่าตอนเกิดมีการทำนายอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ อายุ 8ปี ได้ถือศีล 12ข้อ คือ 1.ไม่ฆ่า 2. ไม่ปด 3. ไม่ลัก 4. ไม่ประพฤติผิดประเวณี 5. ไม่โลภ 6. อธิษฐานว่า จะเดินไปไหนแค่ไหนทุกวัน 6. พูดชั่ว 8. ไม่คิดชั่ว 9. ไม่เพลิดเพลินกับการกิน 10. สวดมนต์วันละ 3เวลา 11. อดอาหารตามกำหนด 12. ให้ทานทุกวัน อายุ 16 ปี ได้อภิเษกโดยมิได้ต้องการ ท่านบำเพ็ญตบะและสำเร็จเกวลิชญาณที่ใต้ต้นอโศก โดยมีมารชื่อเมฆมาลินมาผจญ มีพญานาคชื่อธารณะกับภรรยาชื่อปัทมาวดีมาช่วย สาวก 2คนแรกคือ พระมารดากับชายาของท่าน ท่านสั่งสอนอยู่ 60ปี ถึงเบญจภาพ ที่เขาสเมตสีขร เมืองคยา บัดนี้เขาเรียกว่า เขาปารัศวนถะ
มหาวีระ ศาสดาองค์ที่ 24 มีกำเนิดในสกุลกษัตริย์แห่งเมือง เวสาลี มีพระนามว่าเจ้าชายวรรธมานะ แปลว่า ผู้เจริญ พระบิดา มหาวีระ คือ กษัตริย์ เศฺรยมะ พระมารดาทรงพระนามว่า ตริศาลา ในวันประสูติของเจ้าชายวรรธมานะ ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองสมโภชที่นครเวสาลีอย่างใหญ่โตมโหฬาร พระเจ้ากรุงเวสาลีทรงบำเพ็ญทานโปรดให้แจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่คนยากไร้อนาถา และให้ประกาศนิรโทษแก่นักโทษที่ถูกจองจำ บรรดา นักพรตและเหล่า พราหมจารย์ ต่างก็ได้พยากรณ์ ว่าเจ้าชายจะทรงเป็นผู้มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ โดยมีคติเป็น 2 คือ ถ้าอยู่ครองฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ถ้าทรงออกผนวช จักได้เป็นศาสดาเอกของโลก
เมื่อเจริญวัยได้รับการศึกษาศิลปศาสตร์หลายอย่างโดยควรแก่ฐานะแห่งกษัตริย์ เผอิญวันหนึ่งขณะที่เล่นอยู่กับสหาย ช้างตกมันตัวหนึ่งหลุดออกจากโรงอาละวาด วรรธมานะตรงเข้าจับและพาไปเก็บไว้ในโรงช้างได้ตามเดิม เพราะเหตุที่แสดงความกล้าหาญจับช้างตกมันได้ จึงมีนามเกียรติยศว่า มหาวีระ แปลว่า ผู้กล้าหาญมาก หรือ ผู้กล้าหาญที่ยิ่งใหญ่
เมื่อพระชนม์ได้ 19 ปี ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง ยโสธามีธิดาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า อนุชา หรือ ปริยทรศนา เมื่อพระชนม์ 28 ปี พระมารดาพระบิดาสวรรคต เพราะทรงทำพิธีอดอาหารด้วยถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง เชษฐภาดาของ มหาวีระ ได้ขึ้นเสวยราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้า โมคทะ
เมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา มหาวีระ ก็ได้ตัดสินพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยวออกจากกรุงเวสาลีไป พร้อมอธิษฐานจิตว่า ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเป็นเวลา 12 ปี จะไม่ยอมพูดจาอะไรกับใครแม้แต่คำเดียว เมื่อเวลาถือปฏิญาณครบ 12 ปี พระมหาวีระก็ทรงคิดและมั่นพระทัยว่าพระองค์ทรงพบคำตอบ ต่อปัญหาชีวิตครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จออกไปเพื่อเผยแพร่ความคิดคำสอนใหม่ของพระองค์ ทรงตั้งศาสนาใหม่เรียกว่า ศาสนาเชน ศาสนาของผู้ชนะตนเอง
พระมหาวีระผู้ชนะได้ใช้เวลาในการสั่งสอนสาวก และประสบผลสำเร็จตลอดมาเป็นเวลา 30 ปีเศษ เมื่อพระชนมายุได้ 72 ปี ทรงประชวรหนัก ทรงทราบว่าวาระสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง จึงเรียกประชุมบรรดาสาวกทั้งหลาย และสั่งสอนเป็นโอกาสสุดท้าย พระมหาวีระดับขันธ์ในเช้าวันต่อมา สรีระของพระมหาวีระได้กระทำการฌาปนกิจที่เมืองปาวา
<< top >>
แนวคิดเรื่องนรกสวรรค์
มหาวีระ ผู้เป็นศาสดาของลัทธิ เชน แถลงความเชื่อว่าวิญญาณมีทั้งในสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ผู้ตายไปถ้าเคยทำชั่วเมื่อคราวยังมีชีวิตอยู่ก็อาจไปเกิดเป็นสัตว์ พืช หรือไปเกิดในนรกซึ่งมีถึง 9 ขุม หรือสวรรค์ซึ่งมี 26 ชั้น
<< top >>
แนวคิดเรื่องจุดหมายปลายทาง
1.จุดหมายปลายทาง โมกษะ (ความหลุดพ้น) ผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูก คือ กรรม ได้ชื่อว่า สิทธะ หรือ ผู้สำเร็จ เป็นผู้ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนต่อกลิ่น ปราศจากความรู้สึกเรื่องรส ไม่มีความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา ไม่มีรูป ไม่มีความหิว ความเจ็บปวด ความเสียใจ ความดีใจ ไม่เกิด แก่ ตาย ไม่มีร่างกาย ไม่มีกรรม เสวยความสงบอันหาที่สุดมิได้
2.วิธีปฏิบัติ บำเพ็ญพรตหรือตบะ ตั้งแต่อย่างต่ำที่เรียกว่า อนุพรต (5 ข้อ) จนถึงอย่างสูง มหาพรต (27 ข้อ)
3.ชีวิตในโลกนี้ มีหลายครั้งมีการเวียนว่ายตายเกิด
<< top >>
วิธีปฏิบัติในศาสนา
ท่านมหาวีระกล่าวว่า นักบวชที่แท้จริงความชนะความรู้สึกและอารมณ์ของตนเอง แม้แต่ความรู้สึกละอายในการเปลือยกายและต้องไม่ยินดียินร้ายในการหนาวร้อน ตราบใดยังมีความรู้สึกดังกล่าวตราบนั้นจะบรรลุโมกษะไม่ได้ หากบรรลุได้ก็ต้องละความรู้สึกอย่างนั้น ถ้าไม่มีเครื่องนุ่งห่มก็ไม่มีปริคหะเมื่อไม่มีปริคหะก็ไม่มีบาป
ในศาสนานี้ยกย่องอัตตกิลมถานุโยค ถ้าจะตายอย่างดีมีกุศลแรงต้องตากแดด อดอาหารจนตาย เรื่องน้ำพวกเชนถือเคร่งครัดด้วยถือหลักอหิงสาอย่างเข้มงวด แม้อากาศหายใจเข้าไป พวกเชนที่เคร่งครัด มีผ้าขาวปิดจมูก-ปาก เพื่อป้องกันไม่ให้หายใจเอาชีวะเข้าไปตายในร่างกาย น้ำดื่มต้องกรองต้องต้มก่อน เพื่อมิให้ดื่มชีวะเรื่องอาหารก็ไม่กินเนื้อ ไข่ ผักพืชที่ถือว่ามีชีวะ เช่นที่มีหัวอยู่ใต้ดิน เวลาเดินต้องปัดกวาดข้างหน้า เพื่อป้องกันมิให้เหยียบชีวะ
การบวชเป็นบรรพชิต เป็นการเปลี่ยนแปลงภาวะของคนธรรมดาสู่ความเป็นนักพรต ครองผ้า 3 ผืน ต้องโกนผมด้วยวิธีถอนผมตนเอง ฉันอาหารเท่าที่แสวงหามาได้
<< top >>