คัมภีร์
คัมภีร์แห่งพระพุทธศาสนาเรียกชื่อรวมว่า พระไตรปิฎก แปลว่า สามคัมภีร์ คำว่าปิฎกอาจแปลได้อีกว่า ตะกร้าหรือกระจาด ถ้าแปลอย่างนั้น ก็ต้องตีความว่า เป็นเสมือนหนึ่งตะกร้าหรือกระจาดสำหรับใส่พระพุทธวจนะเป็นประเภทไป ปิฎกทั้ง 3 นั้น แบ่งได้ดังนี้
1.วินัยปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยวินัย คือศีลของภิกษุ ภิกษุณี มีเรื่องเล่าประวัติความเป็นมาที่ทรงบัญญัติวินัยอย่างละเอียด นอกจากนั้นยังมีเรื่องเกี่ยวกับข้อประพฤติปฏิบัติ และวิธีดำเนินการในการบริหารคณะสงฆ์โดยพิสดาร
2.สุตตันตปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยพระสูตร คือคำเทศนาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระสาวก มีเรื่องราว
ประกอบมาก รวมทั้งรายละเอียดแห่งการที่จะทรงโต้ตอบกับนักบวชแห่งศาสนาอื่นและผู้ที่มาซักถาม มีกล่าวถึงภูมิประเทศเหตุการณ์ บุคคลและกาลเวลา พลอยให้ได้ประโยชน์ในการศึกษาชีวิต ของชาวอินเดียในครั้งนั้น
3.อภิธรรมปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยอภิธรรม กล่าวถึงเนื้อธรรมะล้วนๆ ไม่มีภูมิประเทศ เหตุการณ์ บุคคลและกาลเวลา เข้ามาประกอบ
พระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี และได้จัดพิมพ์ด้วยอักษรพม่า ลังกา ไทย ลาว มอญ เขมร โรมัน และเทวนาครี ซึ่งอ่านออกเสียงได้อย่างเดียวกัน และได้แปลเป็นภาษาต่างๆหลายภาษา รวมทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน เฉพาะฉบับอักษรไทยฉบับพิมพ์ครั้งหลังสุด เรียกว่า ฉบับสยามรัฐ มี 45 เล่ม เล่ม 1 ถึง 8 เป็นวินัยปิฎก เล่ม 9 ถึง 33 รวม 25 เล่ม เป็นสุตตันปิฎก เล่ม34 ถึง 45 รวม 12 เล่ม เป็นอภิธรรมปิฎกชั้นเดิมใช้วิธีท่องจำ และแบ่งงานกันท่องจำ ต่อมาภายหลังจึงจารึกลงในใบลาน
พระพุทธภาษิตในพระไตรปิฎกนั้น พระสาวกของพระพุทธเจ้าประชุมกันรวบรวมจัดเป็นหมาดหมู่ ที่เรียกว่า ทำสังคายนา แล้วท่องจำกันต่อๆมา การประชุมกันจัดระเบียบหมวดหมู่พระไตรปิฎกนี้ กระทำครั้งแรก เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ 3 เดือน ต่อมาก็ได้ประชุมกันเป็นครั้งคราวเมื่อมีเหตุสมควรจะเรียกประชุม ภายหลังที่พระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็นนิกายเถรวาท และมหายานแล้ว พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีก็เป็นคัมภีร์ของฝ่ายเถรวาท คือพระพุทธศาสนา แบบที่นับถือกันในประเทศไทย พม่า ลังกา ลาวและกัมพูชา พระไตรปิฎกฉบับภาษาสันกฤต เป็นคัมภีร์ของฝ่ายมหายานต่อมาได้มีการแปลเป็นภาษาจีน และภาษาทิเบตและคัมภีร์ฉบับสันสกฤตสูญหายไปมากต่อมาก พุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานจึงใช้พระไตรปิฎกฉบับจีนเป็นหลัก เพราะในสมัยก่อนญี่ปุ่นใช้ตัวหนังสือจีนเพิ่งมาประดิษฐ์ ตัวอักษรแบบใหม่ขึ้นภายหลัง แต่พระไตรปิฎกฝ่ายมหายานพิมพ์เป็นชุดรวมทั้งคำอธิบายที่เรียกว่าอรรถกถาและคัมภีร์ที่แต่งขึ้นใหม่อีกด้วย พระไตรปิฎกฉบับอักษรและภาษาธิเบตที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วในประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนถึง 151 เล่ม ในจำนวนนี้เป็นสารบาญ 1 เล่ม
เนื่องจากหนังสือพระไตรปิฎก มีข้อความพิสดารมากจึงมีผู้นิยมเลือกแปล และพิมพ์เฉพาะเรื่องที่มีข้อความสั้นๆ แต่มีคติธรรมสมบูรณ์ในนั้น คือเรื่องธรรมบท มีหลักคำสอนเป็นทำนองสุภาษิตสั้นๆ 423 ข้อ ตัวอย่างคำสอนได้แก่
สอนให้พึ่งตัวเอง
ข้อ 160 :ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ บุคคลมีตนฝึกดีแล้วย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก
สอนให้มีความเพียรไม่เกียจคร้าน
ข้อ 112 : ผู้มีปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาทในเมื่อคนทั้งหลายประมาท เป็นผู้ตื่น โดยมาก ในเมื่อคนทั้งหลายหลับ
(ด้วยความหลง) ย่อมทิ้งคู่แข่งไปได้เหมือนม้าฝีเท้าดีทิ้งม้าฝีเท้าเลวไปฉะนั้น
สอนเรื่องความเป็นสมณะ (ผู้สงบ)
ข้อ 264 : บุคคลมิได้เป็นสมณะเพราะมีศรีษะโล้น แต่เป็นผู้ไม่มีวัตร พูดพล่อยๆ คนมากด้วยคาปรารถนาและความโลภจะเป็นสมณะได้ อย่างไร ?
สอนเรื่องลักษณะ 3 อย่าง
ข้อ 277-279 : เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่าสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งทั้งปวงเป็นของมิใช่ตัวตน เมื่อนั้นย่อมเอยหน่ายในทุกข์นั่นแหละเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์
สอนให้ปลูกฝังปัญญา
ข้อ 282 : ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบ (ไม่ใช่เกิดเอง) ความเสื่อมปัญญาย่อมมีเพราะไม่ประกอบเมื่อรู้ทางแห่งความเจริญ ความเสื่อม ทั้งสองแพร่งนี้แล้ว จงตั้งตนเองไว้ในทางที่ปัญญาจะเจริญเถิด
<< top >>
พิธีกรรม
พิธีกรรมทางศาสนาพุทธหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ศาสนพิธี จำแนกได้เป็น 2 ประเภท
1. พิธีกรรมที่เป็นพุทธบัญญัติ เป็นพิธีการเกี่ยวกับวินัยสงฆ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ จะต้องปฏิบัติพิธีกรรมนั้นๆ ให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้
2. พิธีกรรมที่พัฒนาขึ้นในท้องถิ่น คือ พิธีกรรมที่พุทธศาสนิกชนในท้องถิ่นต่าง ๆ กำหนดขึ้น โดยมีการผสมผสานขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นให้เข้ากับกิจกรรมทางพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี
ศาสนพิธีในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น เนื่องจากมีหลักการของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงวางไว้แต่ในปีที่ตรัสรู้ เพื่อสาวกจะได้ถือเป็นหลักในการออกไปประกาศพระศาสนา อันเรียกว่า "โอวาทปาติโมกข์" ในโอวาทนั้น มีหลักการสำคัญที่ทรงวางไว้ 3 ประการ คือ สอนไม่ให้ทำความชั่วทั้งปวง สอนให้อบรมกุศลให้พร้อม สอนให้ทำจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว
โดยหลักการทั้ง 3 นี้ พุทธบริษัทต้องพยายามเลิกละความประพฤติชั่วทุกอย่างจนเต็มความสามารถ และพยายามสร้างกุศลสำหรับตนให้พร้อมเท่าที่จะสร้างได้ กับพยายามชำระจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ ด้วยการพยายามทำตามคำสอนในหลักการการนี้ เป็นการพยายามทำดี เรียกว่า "ทำบุญ" และการทำบุญนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงวัตถุ คือที่ตั้งอันเป็นทางไว้โดยย่อ ๆ 3 ประการ เรียกว่า "บุญกิริยาวัตถุ" คือ 1.ทาน การบริจาคสิ่งของของตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น 2.ศีล การรักษากายวาจาให้สงบเรียบร้อยไม่ล่วงพุทธบัญญัติ 3.ภาวนา การอบรมจิตใจให้ผ่องใสในทางกุศล บุญกิริยานี้ เป็นแนวให้พุทธบริษัทปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวข้างต้นและทำให้เกิดศาสนพิธีต่างๆขึ้นโดยนิยม ทำบุญ โดยเริ่มต้นมีการรับศีล ต่อไปภาวนาด้วยการสวดมนต์เองหรือฟังพระสวดแล้วส่งใจไปตาม จบลงด้วยการบริจาคทานตามสมควร เพราะนิยมทำบุญเป็นการบำเพ็ญความดีดังกล่าวนี้ จึงเกิดพิธีกรรมขึ้น เมื่อพิธีกรรมใด เป็นที่นิยมและรับรองปฏิบัติสืบ ๆมาจนเป็นประเพณี พิธีกรรมนั้นก็กลายเป็นศาสนพิธี
พิธีบรรพชาอุปสมบท การบวชเป็นคำรวมทั้งการบวชเณร (การบรรพชา) และการบวชพระ (การอุปสมบท)
การบรรพชา คือ การบวชสามเณร ผู้บรรพชาต้องอายุไม่ต่ำกว่า 7 ปี ไม่เป็นโรคร้าย วิปริต หรือทุพพลภาพ ไม่เป็นโจรผู้ร้าย บิดามารดาต้องอนุญาต ภายหลังจากมีการปลงผมแล้ว นำเครื่องบริขารไปหาพระอุปัชฌาย์ แล้วกล่าวคำบรรพชาเป็นภาษาบาลี ปฏิญาณตนต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รับศีล 10
การอุปสมบท คือ การบวชพระ ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น การบวชมี 3 วิธี คือ เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้โดยเปล่งวาจาว่า "จงเป็นภิกษุเถิด" ต่อจากนั้นก็ครองผ้าเหลือง ประพฤติตนตามธรรมได้เลย ผู้อุปสมบท ต้องเป็นชายอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ บิดามารดาต้องอนุญาต และต้องถือศีล 227 ข้อ
พิธีเข้าพรรษา คือ การจำวัดของพระสงฆ์ เป็นเวลา 3 เดือน ในฤดูฝน จะไปค้างแรมที่อื่นไม่ได้ ถ้ามีความจำเป็นไปค้างแรมที่อื่น จะต้องกลับวัดภายใน 7 วัน ตามที่บัญญัติไว้ในพระวินัย
พิธีปวารณา เป็นพิธีที่พระสงฆ์ปฏิบัติตามวินัยสงฆ์ คือ พระภิกษุจำพรรษาจนครบ 3 เดือนแล้ว พระภิกษุต้องทำพิธีกล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน พิธีปวารณามี 3 วัน คือ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 วันแรม 14 ค่ำ เดือน 11
พิธีทอดกฐิน กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง หรือไม้แบบตัดเย็บจีวร เป็นผ้าที่นำมาถวาย พระภิกษุสงฆ์ในพิธีทอดกฐิน เริ่มนับตั้งแต่ออกพรรษา คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงกลางเดือน 12
พิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนา พิธีมาฆบูชา พิธีวิสาขบูชา พิธีอาสาฬหบูชา
ศาสนพิธีจึงมีมากมายสามารถแยกเป็นหมวดได้ 4 หมวด คือ
1.หมวดกุศลพิธี ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล เป็นเรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการอบรม ความดีงามทางพระพุทธศาสนาเฉพาะตัวบุคคล คือ เรื่องสร้างความดีแก่ตน เมื่อมีพิธีมากขึ้นจึงจัดเข้าเป็นหมวดเดียวกัน ได้แก่ พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนา พิธีรักษาอุโบสถ
2. หมวดบุญพิธี ว่าด้วยพิธีทำบุญ ได้แก่ พิธีทำบุญเนื่องด้วยประเพณีในครอบครัวของพุทธศาสนิกชน เป็นประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของคนไทยทั่วไป ส่วนมากทำกันเกี่ยวกับการฉลอง การต้องการสิริมงคล การตาย ในเรื่องเหล่านี้นิยมทำบุญทางพระพุทธศาสนา เช่น ทำบุญเลี้ยงพระและ ตักบาตร จึงเกิดมีพิธีกรรม ที่ถือสืบๆ กันมาแต่โบราณ โดยแยกเป็น 2 ประเภท คือ ทำบุญงานมงคลและทำบุญงานอวมงคล
3. หมวดทานพิธี ว่าด้วยพิธีถวายทาน นิยมบำเพ็ญกันอยู่ทั่วไป การถวายทาน คือ การถวายวัตถุที่ควรให้เป็นทาน เรียกว่า ทานวัตถุ จำแนกไว้ 10 ประการ คือ (1) ภัตตาหาร (2) น้ำรวม ทั้งเครื่องดื่มอันควรแก่สมณะบริโภค (3) ผ้าเครื่องนุ่งห่ม (4) ยานพาหนะ สงเคราะห์ ปัจจัยค่าโดยสารเข้าด้วย (5) มาลัยและดอกไม้เครื่องบูชาชนิด ต่าง ๆ (6) ของหอม หมายถึง ธูปเทียนบูชาพระ (7) เครื่องลูบไล้ หมายถึง เครื่อง สุขภัณฑ์สำหรับชำระร่างกายให้สะอาด มีสบู่ถูกตัว เป็นต้น (8) เครื่องที่นอนอันควรแก่สมณะ (9) ที่อยู่อาศัย มีกุฏิเสนาสนะ และ เครื่องสำหรับเสนาสนะเช่น เตียง ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น (10) เครื่องตามประทีป มีเทียน จุดใช้แสงตะเกียง น้ำมันตะเกียงและไฟฟ้า เป็นต้น ทั้ง 10 ประการนี้ควรแก่การถวายเป็นทาน แก่ภิกษุสามเณร เพื่อใช้สอย หรือบูชาพระตามสมควร แต่การถวายทานนี้มีนิยม 2 อย่าง คือ
1. ถวายเจาะจงเฉพาะรูปนั้นรูปนี้อย่างหนึ่ง เรียกว่า ปาฏิบุคลิกทาน ไม่จำต้องมีพิธีกรรมอะไรในการถวาย เพราะผู้ถวายเกิดศรัทธา จะถวายสิ่งไร แก่ภิกษุหรือสามเณรรูปใด ก็จัดสิ่งนั้นมอบถวายเฉพาะรูปนั้น เป็นรายบุคคล สำเร็จเป็นทานแล้ว และผู้รับปาฏิบุคคลทาน จะอนุโมทนาอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลเช่นกัน
2. ถวายไม่เจาะจงรูปใด มอบเป็นของกลางให้สงฆ์จัดเฉลี่ยกันใช้สอยเอง อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า สังฆทาน
เป็นการถวายสงฆ์เกี่ยวกับพระสงฆ์ส่วนรวมในวัด จัดเป็น การสงฆ์ไม่ใช่การบุคคลดังกล่าว จึงเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องด้วยพิธีกรรม โดยเฉพาะการถวาย และการอนุโมทนาของสงฆ์ย่อมมีพิธีปฏิบัติ ฉะนั้นในหมวดนี้ จึงจะกล่าวทานพิธีเฉพาะส่วน ที่ถวายเป็นการสงฆ์อย่างเดียว และทานที่ถวายสงฆ์นั้น แม้มีกำหนดวัตถุเป็น 10 ชนิดแล้ว ก็มีนิยมถวายวัตถุใน 10 ชนิดนั้นเป็นรายการ ๆ แยกคำถวายต่างกันออกไปอีกมากมาย แต่จะเป็นถวายอะไรก็ตาม เมื่อสงเคราะห์ก็อยู่ในปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต 4 คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช ทั้งนั้น และการถวายก็มีนิยมเป็น 2 คือ ถวายในกาลที่ควรถวายสิ่งนั้น ๆ เรียกว่า กาลทาน 1 ถวายไม่เนื่องด้วยกาลหรือนอกกาลอีก 1 ซึ่งมีระเบียบปฏิบัติ ดังนี้
4. หมวดปกิณกะพิธี ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด ได้แก่ 1. วิธีแสดงความเคารพพระ 2. วิธีประเคนของพระ 3. วิธีทำหนังสืออาราธนา และทำใบปวารณาถวายจตุปัจจัย 4. วิธีอาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร อาราธนาธรรม 5. วิธีกรวดน้ำ เป็นต้น
<< top >>
นิกาย
ในปัจจุบันนี้พระพุทธศาสนาได้แยกเป็นนิกายใหญ่ 2 นิกาย เป็น เถรวาท กับ มหายาน
นิกายเถรวาท เกิดขึ้นตั้งแต่ปฐมสังคายนา ซึ่งมีการประชุมหลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ไม่นานถือกันว่าเป็นนิกายที่เก่าแก่ที่สุด ใช้หลักคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ไม่เปลี่ยนแปลง มีไตรลักษณ์เป็นปรัชญาชั้นสูง และมีธรรมวินัยที่รวบรวมไว้ในปฐมสังคายนา เป็นหลักปฏิบัติ พระพุทธเจ้าเป็นคน นิกายนี้มีหลักธรรมที่ไม่ลึกลับ เถรวาทนับถือแพร่หลายในประเทศศรีลังกา พม่า ไทย เขมร ลาว
นิกายมหายาน เกิดขึ้นภายหลังนิกายเถรวาทประมาณ 600 ปี โดยมีการเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงหลักบางประการไปจากเดิม มหายานแพร่หลายในประเทศจีนญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม เนปาล และทิเบตนิกายเถรวาท เป็นชื่อดั้งเดิมที่ฝ่ายนี้เรียกตัวเองตั้งแต่มีการแบ่งแยกนิกาย แต่ภายหลังเมื่อนิกายมหายานเกิดขึ้น มหายานก็เรียกตัวเองว่ามหายาน และเรียกนิกายเถรวาทว่า หีนยาน แปลว่า ยานเลว ยานเล็ก ไม่สามารถช่วยประชาชนได้มากเท่ามหายาน แต่ในการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกครั้งแรกที่ลังกา ที่ประชุมได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกใช้คำว่าหีนยานและให้ใช้คำว่าเถรวาทแทน เพราะคำที่ให้เลิกใช้ไป นิกายเถรวาทใช้พระไตรปิฎกตรงกันทั้งในประเทศลังกา พม่า ไทย ลาว และกัมพูชา ส่วนนิกายมหายานมีลัทธินิกายแยกย่อยออกไปอีกมาก มีพระสูตรและคัมภีร์ศาสนาเพิ่มขึ้นภายหลังอีกเป็นอันมาก แต่หลักการใหญ่ก็ลงรอยกันกับนิกายเถรวาท
ทั้ง 2 นิกายยึดถือแนวคำสอนหลักร่วมกัน เช่น อริยสัจ 4 แต่ฝ่ายมหายานได้พัฒนาพระสูตรเพิ่มเติมออกไปจากคำสอนเดิม พระสูตรของมหายานที่สำคัญ เช่นสัทธรรมปุณฑรีกสูตรวิมลกีรตินริเทศสูตร ไภษัชยคุรุสูตร อย่างไรก็ตาม พระวินัยของทั้ง 2 นิกายมีความใกล้เคียงกันมาก ข้อแตกต่างในทางปฏิบัตินั้น ส่วนมาก เนื่องจากความแตกต่างในสภาพแวดล้อมทางสังคมและภูมิศาสตร์
แม้ว่าในสมัยหนึ่งเคยมีความคิดเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แต่เมื่อตกมาถึงสมัยปัจจุบัน เมื่อมีการตั้งกลุ่มพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (The World Fellowship of Buddhists) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนพระพุทธศาสนานานาชาติมาร่วมประชุมปรึกษาเพื่อร่วมมือกันสร้างความเจริญ และความเป็นปึกแผ่นแห่งพระพุทธศาสนา นิกายใหญ่ทั้ง 2 ก็ร่วมมือปรองดองกันเป็นอันดีตั้งแต่นั้นมา การประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกกระทำเป็นครั้งแรกที่โกลัมโบ นครหลวงแห่งลังกา เมื่อ พ.ศ. 2493 ต่อมาได้ประชุมที่ญี่ปุ่น พม่า เนปาล ไทย กัมพูชา และอินเดีย เป็นต้น
ในอดีตช่วงหลังจาก 100 ปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระพุทธศาสนาได้แยกเป็นนิกายใหญ่ๆ คือ เถรวาท อันเป็นนิกายดั้งเดิม กับ มหาสังฆิกวาท เป็นนิกายใหม่ และทั้งสองได้แยกเป็นนิกายย่อยๆ พอสรุปได้ดังนี้
นิกายเถรวาท
ถือ พระรัตนตรัยเป็นหลัก เป็นสัจจนิยม มีสัจจธรรม คือ อริยสัจจะเป็นหลัก เป็นนิกายที่ถือแบบดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มีไตรลักษณ์เป็นปรัชญาชั้นสูง และมีธรรมวินัยที่รวบรวมไว้ในปฐมสังคายนา เป็นหลักปฏิบัติ พระพุทธเจ้าเป็นคน นิกายนี้มีหลักธรรมที่ไม่ลึกลับ นิกายเถรวาทแยกเป็นนิกายย่อยๆ อีก คือ
1. นิกายมหิสาสกวาท นิกายนี้มีหลักแหล่งอยู่แถบแม่น้ำมหี จึงได้ชื่ออย่างนี้ หลักธรรมในคัมภีร์นี้มีหลักธรรมในคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ปนผสมอยู่ด้วย เพราะ มีพระเถระสำคัญบางรูปเคยเป็นพราหมณ์มาก่อน ได้นำหลักธรรมในคัมภีร์พระเวทมาปนกับพุทธธรรม นิกายนี้ถือว่าบุคคลอาจรู้แจ้งอริยสัจ 4 ได้ในขณะเดียวกัน ไม่มีอดีตอนาคต มีแต่ปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยอสังขตธรรม 9 พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากอริยผล แต่พระโสดาบันอาจเสื่อมได้ เทวดาบรรลุอริยมรรคผลไม่ได้ คือ ภพคั่นอยู่ระหว่างชาตินี้ชาติหน้า มรรคมีองค์ 5 โดยยก สัมมาวาจา สัมมากัมมันต สัมมาอาชีว ออกเพราะไม่เกี่ยวกับจิต ธรรมคือเจตนา เป็นเรื่องจิต ไม่มีกายกรรม วจีกรรม มีคัมภีร์ชื่อ สังยุตตาคม เป็นต้น
-1.1 นิกายสัพพัตถิกวาท นิกายนี้มีหลักธรรมคล้ายเถรวาทที่ต่างกันก็เช่น เรื่องขันธ์ 5 นิกายนี้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต หมายความมีหมดทั้ง 3 กาล จึงมีชื่ออย่างนั้น แต่ฝ่ายเถรวาทถือว่า ไม่มี (โดยปรมัตถ) นิกายนี้ มีมติสำคัญอยู่ 3 คือ 1. พระอรหันต์อาจเสื่อมจากอรหัตตภูมิได้ (ตามแบบมหาเทวะ) 2. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นอยู่ โดยการสืบต่อ 3. การที่จิตสืบต่อกันอยู่เสมอย่อมเป็นสมาธิได้ และได้จัดธรรมทั้งปวงเป็นรูปธรรม จิตตธรรม (อรูปธรรม) จิตตสัมปยุตตธรรม จิตตวิปยุตตธรรม และอสังขตธรรม นิกายนี้มีการทำสังคายนาโดยพระเจ้ากนิษก ท่านราหุลภัทร เป็นผู้ริเริ่ม ท่านอยู่ในวรรณกษัตริย์ จึงใช้ภาษาสํสกฤตแทนมคธ
1.1.1 นิกายกัสสปิกวาท นิกายนี้ มีท่านกัสสป (กาศยป) (องค์ใหม่) เป็นต้นคิด มีลักษณะคล้ายนิกาย ธัมมคุตตกวาท แต่มีความเข้าใจว่ากรรมที่ให้ผลในอดีต คือ เคยให้ผลมาแล้วในชาติใดก็ยุติอยู่แค่ชาตินั้น ไม่ตามไปให้ผลในชาติต่อไปอีก และที่ยังไม่ให้ผลก็ยังมีอยู่ตามปกติ นิกายนี้มีพระไตรปิฎกเป็นของตนเอง
1.1.1.1 นิกายสังกันติกวาท (เสาต?ราน?ติกวาท) ในบาลี เรียกนิกายนี้ว่า สุตตวาที เริ่มมีตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ 2 และปรากฏเต็มที่เมื่อพุทธศตวรรษที่ 4 นิกายนี้ถือว่า ทุกคนมีธาตุแห่งพุทธ (พุทธภาวะ) อยู่ในตัว (เช่นเดียวกับมหายานนิกายอื่น) ถือว่า อดีต อนาคต ไม่มี สภาพที่มีอยู่จะมีก็แต่สภาพในปัจจุบัน ธาตุ เท่านั้นมีอยู่ ขันธ์ อายตนะ ไม่มี จิตกับเจตสิก เป็นอันเดียวกัน เป็นทั้งกุศล อกุศล อัพยากต พระโสดาบัน พระอรหันต์ ไม่มีความเสื่อจากโสตาปัตติผลและอรหัตตผล ส่วนพระสกทาคามีกับพระอนาคามี อาจเสื่อมจากสกทาคามีผลและอนาคามีผล และว่านอกจากเจตนาแล้วไม่มีกรรม นอกจากเวทนาแล้วไม่มีผลกรรม ในขันธ์ 5 วิญญาณขันธ์เท่านั้นไปเกิดใหม่ได้ ปัจจุบันนี้ไม่มีคัมภีร์ของนิกายนี้เหลืออยู่เลย ที่รู้เรื่องนั้น โดยรู้จากนิกายอื่นที่กล่าวถึงนิกายนี้
1.1.1.1.1 นิกายสุตตวาท นิกายนี้ถือ พระสูตรเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงเรียกว่า นิกายสุตตวาที ก็มี นิกายนี้แยกออกจากนิกายสังกันติกวาท และมีคณาจารย์พวกหนึ่งในนิกายนั้นนับถือคัมภีร์อภิรธรรมมาก ให้ความสำคัญยิ่งกว่า พระวินัย พระสูตร ทำให้เกิดความไม่พอใจให้แก่คณาจารย์ อีกพวกหนึ่งที่ถือว่าอภิธรรมนั้นเป็นเพียงเถรภาษิต อธิบายพระพุทธพจน์ (เช่นที่ พระสารีบุตร เคยปฏิบัติมาแล้ว) เท่านั้นและยังถือว่าหลักพระพุทธพจน์ที่แท้จริงอยู่ที่พระสูตร จึงแยกตัวออกจากนิกายสังกันติกวาท
-1.2 นิกายธัมมคุตตวาทนิกายนี้แยกมาจากนิกายมหสาสกวาท โดยมีความเห็นขัดกันในเรื่องการให้ทาน นิกายมหิสาสกวาท แสดงว่า การถวายทานแก่สงฆ์ ซึ่งรวมทั้งพระพุทธองค์ด้วย มีผลานิสงส์สูงกว่าถวายพระพุทธองค์เพียงองค์เดียว แต่นิกายนี้ถือว่า ถวายพระพุทธเจ้าองค์เดียวมีผลานิสงส์มากกว่า แม้แต่การบูชาพระพุทธรูป สถูปเจดีย์ของพระพุทธเจ้า ก็มีผลานิสงส์มากกว่า ถวายทานแก่สงฆ์ (พระพุทธรูปเพิ่งมีเมื่อราว พ.ศ. 500 ภายหลังการทำสังคายนาครั้งที่ 3 ดังนั้น นิกายนี้จึงเกิดภายหลังสังคายนาครั้งที่ 3) อาจารย์ต้นนิกายนี้ชื่อ ธัมมคุตต (ธรรมคุปตะ) ได้นำเอาหลักของลัทธิศาสนาพราหมณ์เข้ามาปนในพระพุทธศาสนา และได้แบ่งธรรมวินัยเป็น 5 คือ พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ธารณี และโพธิสัตว์ นิกายนี้ถือธรรมสำคัญกว่าวินัย เพราะจะถึงความหลุดพ้น ต้องอาศัยธรรม มิใช้อาศัยวินัย มีคัมภีร์เป็นของตนเอง มีคัมภีร์ชื่อจตุอัธยาย ธรรมคุปตวินัย เป็นต้น (การแบ่งเป็นพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม เพิ่งมีในการทำสังคายนาครั้งที่ 3)
2. นิกายวัชชีปุตตกวาท นิกายนี้ถือว่ามีอัตตา เช่น 1. มีบุคคลหรืออัตตา โดยปรมัตถที่ให้พิจารณาอนัตตานั้น เพื่อหาอัตตาที่แท้จริง 2. สังขารทั้งหลายบางพวกตั้งอยู่ชั่วคราว บางพวกเกิดดับทุกขณะ 3. วิญญาณ 5 มีจักขุวิญญาณ เป็นต้น เป็นวิราคะด้วย เป็นสราคะด้วย 4. ศาสดานอกพระพุทธศาสนาอาจบรรลุอภิญญาได้ นิกายนี้ถือมรรคมีองค์ 5 มีคัมภีร์สารีปุตตาภิธรรม เป็นต้น
2.1 นิกายธัมมุตตริกวาท
2.2 นิกายภัทรยานิกวาท
2.3 นิกายฉันนาคาริกวาท
2.4 นิกายสมิตยวาท ก็นิกายวัชชีปตตกวาทนั้น แยกเป็น 4 นิกาย คือ นิกายสมิติยวาท ฉันนาคาริกวาท ภัทรยานิกวาท ธัมมุตตริกวาท ดังกล่าวแล้ว ทั้ง 4 นิกายนี้ มีทัศนะคล้ายนิกายวัชชีปุตตกวาท เป็นส่วนมาก มีแตกต่างกันแต่ในส่วนย่อย และถือว่ามีอัตตาหรือบุคคลเช่นเดียวกับนิกายวัชชีปุตตกวาท รายละเอียดเกี่ยวกับนิกายทั้ง 4 นี้ มีเหลือน้อย ส่วนมากได้สูญหายไป ในกถาวัตถุได้กล่าวถึงคติของนิกายนี้ 11 ข้อ เป็นต้นว่า ถือว่า มีบุคคล (อัตตา) โดยความแท้จริงในปรมัตถ มีอันตรกาละในระหว่างชาตินี้ ชาติหน้า อนุสัยเป็นอัพยากต
นิกายมหาสังฆิกวาท
นิกายนี้เป็นพวกต้องการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงธรรมวินัยให้ควรแก่กาละเทศะ มีคัมภีร์เป็นของตนเอง พระในนิกายนี้ นุ่งอันตรวสก (สบง) โจงกระเบน เป็นแบบแขก เป็นพวกโพธิสัตวนิยม ถือว่า พระพุทธเจ้าเป็นอมต การที่เห็นว่าทรงแก่ ทรงเจ็บ ทรงเข้าปรินิพพานนั้น นั่นเป็นวิธีแสดงธรรมอย่างหนึ่งของพระพุทธองค์ และทรงมีโลกุตรภาวะทั้งรูป ทั้งนามเกี่ยวกับพระอรหันต์ นิกายนี้ถือว่า พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากมรรคผล แต่พระโสดาบันเสื่อมจากมรรคผลได้ เกี่ยวกับจิต นิกายนี้ถือว่า จิตเดิมนั้น ประภัสสร บริสุทธิ์ เป็นอมตะจิต และแสดงว่าพระพุทธองค์พระกอบด้วย พระกาย 3 คือ ตรีกาย ได้แก่ ธรรมกาย (กาย คือ ธรรม) สัมโภคกาย (กายแท้กายเดิม) และนิรมานกาย (กายมนุษย์) นิกายนี้ (กับนิกายโคกุลิกวาท นิกายเอกัพโยหาริกวาท) มีทัศนะเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าว่ามี 36 ข้อ เช่น พระพุทธเจ้าไม่มีความหลับ ไม่สุบิน เป็นต้น
1. นิกายโคกุลิกวาท นิกายนี้ถือ อภิธรรม เป็นพิเศษ เป็นพุทธพจน์แท้จริง พระวินัยกับพระสูตรเป็นเพียงอุบายสำหรับสอนเวเนยยสัตว์เพื่อไปสู่อภิธรรม (ข้อนี้แสดงว่าบัญญัติขึ้นภายหลังการทำสังคายนาครั้งที่ 3 เพราะการทำสังคายนาครั้งที่หนึ่ง ที่สอง ยังไม่มีคำว่า พระไตรปิฎก พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม เพิ่งมีในคราวทำสังคายนาครั้งที่ 3) ดังนี้จึงเกิดความปฏิบัติย่อหย่อนในพระวินัยมาก ในนิกายนี้ พระจะใช้จีวรไม่ใช่จีวร อยู่ในวัดไม่อยู่ในวัด ฉันอาหารเมื่อไรได้ทั้งนั้น สำคัญอยู่ที่ใจ ถือว่าการรักษาวินัยเป็นการสร้างความคิด ความยึดในพระวินัย พระวินัยพระสูตรไม่จำเป็น พระอภิธรรมอย่างเดียวพอแล้ว
2. นิกายเอกัพโยหาริกวาท นิกายนี้ถือว่า โลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม ไม่มีสภาวธรรมโดยแท้จริงเลย เป็นแต่สักว่าเป็นการบัญญัติหรือสมมติเท่านั้น มติส่วนใหญ่คล้ายนิกายมหาสังฆิกะ
2.1นิกายพหุสุติกวาท นิกายนี้ถือว่า พระพุทธพจน์ 5 ประการ คือ อนิจ?จํ ทุก?ขํ อนต?ตา สุญ?ญตา นิพ?พานํ จัดเป็นโลกุตตระ นอกนั้นไม่เป็น (แต่นิกายมหาสังฆิก นิกายโคกุลิก ถือว่า พระพุทธพจน์ทั้งหมดเป็นโลกุตตระ) ถือว่า ในบุคคล ในสิ่งทั้งปวง ไม่มีอัตตา (วิญญาณ จักรวาลประกอบด้วย ธาตุ 84 ธาตุ มีความจริงอยู่ 2 คือ สมมติสัจจะ กับปรมัตถสัจจะ อัตตาหรือธาตุ 84 ธาตุที่ประกอบเป็นโลกและจักรวาลมีอยู่โดยสมมติสัจจะ แต่โดยปรมัตถสัจจะแล้วก็ว่างเปล่า เป็นอนัตตา พระพุทธองค์ไม่เป็นโลกุตตระ แต่ทรงไว้ซึ่งอานุภาพเหนือสามัญชน นิกายนี้มีคำสอนบางอย่างเหมือนของนิกายมหาสังฆิกวาท มีคัมภีร์ชื่อ สัตยสิทธิศาสตร เป็นต้น
2.2 นิกายบัญญัติกวาท นิกายนี้ถือว่า ทุกข์ไม่มี ขันธ์ (กอง) อายตนะภายในภายนอก เป็นมายา ไม่มีกรรมที่ทำให้ตายในเวลาที่ไม่ควรตาย กรรมเป็นอธิปติปัจจัย และอนันตรปัจจัย แก่ วิบาก บุญกุศล เป็นปัจจัยให้ได้บรรลุอริยมรรค นิกายนี้มีคำสอนส่วนมากคล้ายนิกายมหาสังฆิกวาท
3. นิกายเจติยวาท นิกายนี้ตั้งอยู่บนเขาที่มีเจดีย์มาก จึงมีชื่ออย่างนี้ ผู้ตั้งคือ พระมหาเทวะ (ต่างรูปกับพระมหาเทวะผู้เป็นต้นนิกายมหาสังฆิก) ถือว่า การสร้าง การตบแต่ง การบูชาเจดีย์ ได้ผลานิสงส์สูง การให้ทานให้ผลานิสงส์สูงและอาจแบ่งให้คนอื่นได้ พระพุทธเจ้าทรงพ้นจากกิเลส เพราะทรงไว้ซึ่งทศพลญาณ พระนิพพาน เป็นอมตธาตุ หลักธรรมนอกจากนี้คล้ายกับนิกายมหาสังฆิก
<< top >>