Link ==>   :: ชื่อศาสนา   :: สัญลักษณ์ศาสนา  :: ประเภทศาสนา  :: ศาสดา  :: ประวัติศาสดา  :: วันเดือนปีที่กำเนิดศาสนา
                      :: สถานที่กำเนิดศาสนา  :: เหตุเกิดศาสนา  :: หลักธรรม  :: จริยศาสตร์  :: คัมภีร์  :: พิธีกรรม  :: นิกาย
                      :: แนวคิดเรื่องนรกสวรรค์  :: แนวคิดเรื่องจุดหมายปลายทาง  :: วิธีปฏิบัติในทางศาสนา  :: จำนวนผู้นับถือศาสนา
  ศาสนาพุทธ

                                                                                                                                                                
   ประวัติศาสดา    

     พระพุทธเจ้าพระนามเดิม “สิทธัตถะ” เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ นครหลวงของแคว้น “สักกะ” ทางอินเดียภาคเหนือ พระองค์ประสูติที่ป่าลุมพินี อันตั้งอยู่แดนต่อแดนระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ และกรุงเทวทหะ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตประเทศเนปาล เรียกว่า “ลุมมินเด”
เมื่อเจริญวัย ทรงได้รับการศึกษาศิลปวิทยาอย่างดีเมื่อพระชนมายุ 16 ปี ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงโยโสธราหรือพิมพาแห่งกรุงเทวทหะ เมื่อพระชน 29ปี ทรงได้พระโอรสพระนามว่า “ราหุล”
     ในปีที่ 29 แห่งพระชนมายุนั่นเองได้เสด็จออกทรงผนวชเพื่อแสวงหาการตรัสรู้สัจธรรม เพื่อพ้นความเวียนวายตายเกิดและเพื่อสั่งสอนโลกให้ได้ตรัสรู้ตามครั้งแรกทรงศึกษาจากอาฬารดาบส และอุททกดาบส แต่ทรงไม่เห็นด้วย จึงค้นคว้าและทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เองต่อไป ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนักครั้งแรกทดลองวิธีทรมานพระองค์ตามแบบนักบวชในครั้งนั้นในที่สุด ทรงพบว่ามิใช่ทางที่ถูก จึงฝึกอบรมทางจิต และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน 6 ปีต่อมา คือพระชนมายุได้ 35 ปี ณ โคนแห่งไม้โพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบันเรียกว่าตำบลพุทธคยา แคว้นพิหารของอินเดีย ต่อจากนั้น เสด็จไปแสดงธรรมครั้งแรกแก่ภิกษุ 5 รูป ซึ่งออกบวชตามพระองค์และคอยรับใช้ระหว่างบำเพ็ญเพียร แต่เมื่อเห็นทรงเลิกทรมานพระกาย ก็เข้าใจว่าทรงทำผิด จึงปลีกตัวมาอยู่ที่ป่าอิสิปตนะอันเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อใกล้กรุงพาราณสี การทรงแสดงธรรมครั้งแรกหรือที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้นได้ผล คือภิกษุรูปหนึ่งนามว่า “โกณทัญญะ” ได้ดวงตาเห็นธรรม ต่อมาภิกษุอื่นๆก็ได้รับการเทศนาสั่งสอนจนได้ดวงตาเห็นธรรมหมดทุกรูป แล้วจึงทรงแสดง “อนัตตลักขณสูตร” เพื่อชี้ลักษณะเป็น “อนัตตา” จะได้คล้ายความคิดอัตตา หรืออาตมันตามแบบพราหมณ์ ภิกษุทั้ง 5 รูปได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สถานที่แสดงธรรมจักรในปัจจุบันเรียกว่าสารนาถ อยู่ในแคว้นอุตตรประเทศของอินเดีย
     ทรงแสดงธรรมและบัญญัติพระวินัยประดิษฐานพระพุทธศาสนา มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา คือนักบวชชายหญิง และสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ชายหญิงมากมายเป็นเวลา 45 ปี ก็ได้ปรินิพพาน ณ ป่าไม้สาละใกล้กรุงกุสินารา ในปัจจุบันเรียกว่า กุสินคร ทรงสอนให้ถือพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์
     พระองค์ไม่สอนศาสนาโดยตั้งพระองค์เป็นจุดศูนย์กลาง พระธรรมคือความจริงความถูกความตรง ที่ทรงนำมาสอนมิได้สั่งสอนด้วยการเดา แต่ทรงประพฤติปฏิบัติประจักษ์แจ้งในความจริงนั้นๆมาแล้วจึงนำมาสั่งสอน
พระองค์ไม่ทรงสอนเรื่องเทวดาสร้างโลก และไม่เรียกร้องความเคารพนับถือ กลับทรงแสดงว่าผู้บูชาพระองค์ด้วยวัตถุ เช่น ธูปเทียนดอกไม้ไม่เชื่อว่าบูชาด้วยบูชาอย่างยิ่ง ผู้ใดประพฤติตนดีตามธรรมะผู้นั้น จึงถือว่าบูชาพระองค์ด้วยบูชาอย่างยิ่ง เป็นการเน้นให้เห็นถึงความสำคัญที่ความประพฤติปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนกล่าวอย่างสั้นๆ

เหตุการณ์ในพระชนม์ชีพของพระองค์ก็คือ
     1. ประสูติ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ณ ป่าลุมพินี ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่าลุมมินเด ตั้งอยู่ในประเทศเนปาล ในวันวิสาขปุณณมี คือวันพระจันทร์เต็มดวงแห่งเดือนเวสาขะ (เทียบด้วยวันกลางเดือน 6 ของไทย)
     2. ตรัสรู้ ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ณ โคนไม้โพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า พุทธคยา ตั้งอยู่ในแคว้น พิหารประเทศอินเดีย ในวันวิสาปุณณมีเช่นเดียวกันกับวันประสูติเป็นแต่ต่างปีกัน
     3. แสดงธรรมครั้งแรก ในปีที่ตรัสรู้นั้นเอง ห่างจากวันตรัสรู้ 2 เดือน ณ ป่าอิสิปตนะ มิคทายะ ใกล้กรุงพาราณสี ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ ตั้งอยู่ในแคว้นอุตตรประเทศของอินเดีย ในวัน อาสาฬหปุณณมี คือวันพระจันทร์เต็มดวงแห่งเดือนอาสาฬหะ (เทียบด้วยวันกลางเดือน 8 ของไทย)
     4. ปรินิพพาน ก่อนพุทธศักราช 1 ปี ณ ป่าไม้สาละ ใกล้กรุงกุสินารา ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่ากุสินคร ตั้งอยู่ในแคว้นอุตตรประเทศอินเดีย ในวันวิสาขปุณณมีเช่นเดียวกันกับวันประสูติ และตรัสรู้ เป็นแต่ต่างปีกัน

                                                                                                                                                                  << top >>
   แนวคิดเรื่องนรกสวรรค์          

     
พระพุทธศาสนา พูดเรื่องนี้ไว้เป็น 3 ระดับ

          ระดับที่ 1 นรก-สวรรค์ ภายหลังการตาย
          ตามพระไตรปิฎก "เมื่อตีความตามตัวอักษรแล้ว ก็ต้องบอกว่า มี" วิธีลงโทษในนรกด้วยประการต่างๆ มีใน พาลบัณฑิตสูตร และ เทวทูตสูตร... โดยมากพูดถึงนรก ไม่ค่อยพูดถึงสวรรค์.. นอกจากนี้ยังมีบางแห่งพูดถึงอายุเทวดาในชั้นต่างๆ เช่น ชั้นจาตุมหาราช หรือชั้นโลกบาล 4 ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และ ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ยังมีอายุมนุษย์ ถึงรูปพรหม แสดงไว้ในฝ่ายพระอภิธรรม

          ระดับที่ 2 นรก-สวรรค์ ที่อยู่ในใจ
          "สวรรค์ในอก นรกในใจ" เป็นเรื่องที่มีในชาตินี้ นรก-สวรรค์แม้ในชาติหน้า มันก็สืบไปจากที่มีในชาตินี้..." "ระดับจิตของเราอยู่แค่ไหน เวลาตายโดยทั่วไปถ้าไม่ใช่กรณียกเว้น มันก็อยู่ในระดับนั้น ส่วนในกรณียกเว้น ถ้าเวลาตายนึกถึงอารมณ์ที่ดี เช่นทำกรรมชั่วมามาก แต่เวลาตายนึกถึงสิ่งที่ดี ก็ไปเกิดดีได้ ถ้าหากเวลาอยู่ ทำกรรมดี แต่เวลาตายเกิดจิตเศร้าหมอง ระดับจิตตกลงไป ก็ไปเกิดในที่ต่ำ"

          ระดับที่ 3 นรก-สวรรค์ แต่ละขณะจิต
          คือ การที่เราปรุงแต่งสร้างนรก-สวรรค์ของเราเองตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน.. คือปรุงแต่งด้วยกิเลส มีความดี -ความชั่ว มีกุศล - อกุศลในจิตของเราเอง" "หากว่าจิตใจของเรามีภูมิธรรมดี สร้างกุศลไว้มาก ทำจิตใจให้อิ่มเอิบเป็นสุข พยายามมองในแง่ดี ก็รับอารมณ์ที่เป็นสุขไว้ได้มาก"

                                                                                                                                                                  << top >>
   แนวคิดเรื่องจุดหมายปลายทาง    

    1.จุดหมายปลายทาง
นิพพาน (ดับความทุกข์ ความเดือดร้อนโดยดับกิเลส ที่เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ความเดือดร้อน)
    2.วิธีปฏิบัติ อริยมรรคมีองค์ 8 คือ ทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ประกอบด้วยหลักการ 8 อย่าง คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เป็นหลักการทางปัญญา การเจรจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ เป็นหลักการทางศีล ความเพียรชอบ การตั้งสติชอบ การตั้งใจมั่นชอบ เป็นหลักการทางจิตหรือสมาธิ
     3.ชีวิตในโลกนี้ มีหลายครั้ง มีการเวียนว่ายตายเกิด (หลักฐานเรื่องนี้จาก พระไตรปิฎก)
                                                                                                                                                                  << top >>
   วิธีปฏิบัติในศาสนา    

      ตามหลักพระพุทธศาสนา ทุกคนเป็นอิสระที่จะพิจารณาและตรวจสอบ คำสอนทางพระพุทธศาสนาก่อนที่จะตัดสินใจนับถือ แม้ภายหลังการนับถือแล้วบุคคลก็มีอิสรภาพที่จะเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งคำสอนมาปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้าได้ประทานรูปแบบแห่งการปฏิบัติหลายอย่างให้เหมาะแก่ประชาชนผู้มีรสนิยมและแนวโน้มต่าง ๆ กัน โดยมีแนวปฎิบัติ ดังต่อไปนี้

      1.เว้นความชั่วทั้งปวง บำเพ็ญความดีและชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
      2. การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน การมีศีลและการพัฒนาทางจิต
      3. การมีศีล สมาธิและปัญญา

                                                                                                                                                                  << top >>

<< หน้าก่อนหน้า                                                                         หน้าถัดไป >>

 >> ศาสนาคริสต์  >> ศาสนาอิสลาม  >> ศาสนาสิข  >> ศาสนาโซโรอัสเตอร์
 >> ศาสนาพุทธ  >> ศาสนาเชน  >> ศาสนาเต๋า  >> ศาสนาขงจื๊อ
 >> ศาสนาชินโต  >> ศาสนายิว  >> ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  
 

มหามกุฏราชวิทยาลัย Mahamakut Buddish University.All rights reserved www.mbu.ac.th
powered by e-Learning Silpakorn University