คัมภีร์
คัมภีร์ของศาสนาสิข ชื่อว่า ครันถะ หรือ ครันถ สาหิพ บรรจุคำสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้าไว้โดยมาก
คำว่า ครันถ หรือ ครันถะ แปลว่า คัมภีร์ คำว่า สาหิพ เป็นคำแสดงความเคารพ เมื่อนำมาต่อกันเข้าว่า ครันถ์สาหิพ แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The Lord Book
ข้อความใน พระคัมภีร์ หรือ ครันถสาหิพ นั้นเป็นบทกวีรวมทั้งสิ้น 29,480 โศลก เป็นคำฉันท์ 31 ประเภท
คุรุนานัก เกิดเมื่อ ค.ศ. 1469 ตรงกับ พ.ศ. 2012 ได้รับยกย่องให้เป็นปฐมาจารย์แห่งศาสนาสิขแต่ พระคัมภีร์ ก็ยังมิได้เกิดขึ้นในสมัยนั้น มารวบรวมขึ้นในสมัยของ คุรุอรชุน ซึ่งเป็นศาสดาจารย์องค์ที่ 5 ของศาสนาสิขเมื่อ ค.ศ. 1604 หรือ พ.ศ. 2147 คัมภีร์ที่รวบรวมขึ้นในครั้งนั้นเรียกว่า อาทิครันถ์ แปลว่า คัมภีร์ดั้งเดิม แล้วได้มีการแต่งเพิ่มเติมขึ้น จนถึงสมัยศาสดาจารย์องค์ที่ 10 คือ คุรุโควินทสิงห์ คัมภีร์ที่แต่งในสมัยหลังสุดเรียกว่า ทสมครันถ์ แปลว่า คัมภีร์ของศาสดาองค์ที่ 10 ต่อจากนั้นก็ไม่มีศาสดาอีก คงใช้พระคัมภีร์เป็นที่เคารพสักการะ
คัมภีร์ครันถ์ สาหิพ มีความแปลกกว่าคัมภีร์ศาสนาอื่น เพราะมีภาษาที่ใช้ในคัมภีร์นั้นถึง 6 ภาษา คือ 1. ภาษาปัญจาบ 2. ภาษามุลตานี 3. ภาษาเปอร์เซีย 4. ภาษาปรากฤต 5. ภาษาฮินดี 6. ภาษามราถี
มีผู้กล่าวกันว่า คนในโลกนี้ยังมีชีวิตอยู่ มีอยู่ไม่ถึง 10 คน ที่อ่านคัมภีร์ของศาสนาสิขได้รู้เรื่องหมด เพราะเหตุที่มีหลายภาษา พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์นี้ประดิษฐานอยู่ ณ ศูนย์กลางศาสนาสิข ณ สุวรรณวิหาร อมฤตสระ (สระอมฤต) ห่างจากละฮอร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 30 ไมล์
1. ธรัมขัณฑ์ อาณาจักรแห่งการกระทำ คือกรรมดี กรรมชั่ว ควรทำกรรมดี
2. คิอานขัณฑ์ (ชฺญาณขัณฑ์) อาณาจักรแห่งปัญญา
3. สรันขัณฑ์ อาณาจักรแห่งมหาปิติ (Ecstasy)
4. กรัมขัณฑ์ อาณาจักรแห่งกำลัง หมายถึงกำลังทางจิตไม่หวาดกลัว
5. สัจขัณฑ์ อาณาจักรแห่งสัจจะ ในขั้นนี้บุคลย่อมได้บรรลุสิ่งซึ่งไม่มีรูป หลอมตัวเข้าเป็นอันเดียวกับพระเจ้า
วิธีปฏิบัติเพื่อสร้างจริตอัธยาศัย เพื่อให้บรรลุสัจธรรมชั้นสูงนั้น คือการสวดเพลงสรรเสริญพระนาม กับการฟังพระธรรมดังข้อความในคัมภีร์ต่อไปนี้
โดยการฟังพระธรรม บุคคลย่อมเป็นประหนึ่ง พระศิวะหรือพระพรหม โดยการฟังพระนาม บุคคลย่อมบรรลุสัจจะ ความสันโดษ และทิพยปัญญา
การฟังพระนาม ย่อมมีค่าเท่ากับการอาบน้ำ ณ สถานศักดิ์สิทธิ์ 68 แห่ง โดยการฟังพระนาม จิตใจย่อมเป็นระเบียบและตั้งอยู่ที่พระเจ้า
โดยการฟังพระนาม ความลึกแห่งห้วงมหรรณนพ คือ บุญย่อมปรากฏเสียง โดยการฟังพระนาม คนจักษุบอดย่อมพบทางส่วนที่สองของบุญ คือการยินยอมต่อพระประสงค์ของพระเจ้า การยอมมอบตัวเองให้อย่างเด็ดขาดทั้งทางใจ ทางกาย และทางวิญญาณต่อพระประสงค์ของพระเจ้า
โดยการเชื่อฟังพระเจ้า ปัญญาและความเข้าใจย่อมมาสู่จิตใจ ใครก็ตามเชื่อฟังพระเจ้า เขาย่อมรู้ถึงความน่าอภิรมย์แห่งความน่าเชื่อฟังนั้น ในดวงใจของเขา
โดยการเชื่อฟังพระเจ้า บุคคลย่อมได้บรรลุประตูแห่งความหลุดพ้น ใครก็ตามเชื่อฟังพระเจ้า เขาย่อมรู้ถึงความน่าอภิรมย์แห่งความเชื่อฟังนั้น ในดวงใจของเขา
<< top >>
พิธีกรรม
- สิขต้องปฏิเสธคัมภีร์ฮินดูและอิสลาม จะไปในสถานที่ของศาสนาทั้ง 2 นั้นไม่ได้ เข้าร่วมพิธีหรือมีเครื่องหมายของศาสนา
ทั้ง 2นั้นไม่ได้
- สิขแสดงความเคารพแก่ผู้ไม่ใช่สิขไม่ได้ จะแสดงความเคารพต่อมุสลิม โกนหัวอย่างฮินดู จะต้องตกนรก สิขจะสูบบุหรี่ดื่ม
ของมึนเมาไม่ได้ แต่สูบกัญชาเท่าไรก็ได้
- พิธีต่างๆ การเกิด การตาย การแต่งงาน ต้องทำโดยถือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง 2 เป็นหลัก จะใช้คัมภีร์อื่นไม่ได้
- ต้องพูดจริง เว้นจากฉ้อโกง เสียดสี นินทา ไม่ประสงค์ร้ายในทรัพย์ ในภรรยาคนอื่น
- ไม่ปล่อยศีรษะเปล่าโดยไม่มีอะไรปกคลุม
- เมื่อตายแล้ว เผาแล้ว จะนำกระดูกและเถาไปทิ้งน้ำคงคาไม่ควรเพราะเป็นเรื่องฮินดู ต้องนำไปทิ้งที่แม่น้ำละแวกเมื่ออมฤต
สาระ
- เมื่อพวกสิขประชุมกัน ย่อมนำคัมภีร์ทั้ง 2 มาวางไว้ข้างหน้าแสดงความเคารพอย่างยิ่ง ถ้าจะเรียกคัมภีร์ ก็ใช้คำว่า ศรีอาทิ
ครันถ สาหิพ แปลว่า ท่านอาทิครันถที่เคารพ เป็นคนที่เปล่งวาจาแสดงความเคารพ ดุจคุรุอยู่เบื้องหน้าว่า วา คุรุ ชิกา ขาล
สา วา คุรุ ชีกี ฟเตะ แปลว่า พวกสิขเป็นพวกบริสุทธิ์ที่พระเจ้าเลือกแล้ว ขอชัยชนะจงมีแด่พระเจ้า
ในสมัยสำคัญเมื่อทำความเคารพคัมภีร์แล้ว นำขนมชื่อ การาประสาท มาวางไว้ข้างหน้าคัมภีร์ คลุมผ้า พวกที่ประชุมแสดงความเคารพสวดมนต์ แล้วนั่ง เปิดผ้าออกกินขนมนั้น แล้วให้คนอื่นกินด้วย เพื่อให้ปฏิบัติตามคำสอนของคุรุนานักที่ว่า จะกินควรให้คนอื่นกินด้วย ต่อจากนั้นสวดมนต์อีก และผู้เป็นชั้นหัวหน้านั่งใกล้กัน กล่าวว่าพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์อยู่ระหว่างเรา เราจะปฏิญาณต่อหน้าคัมภีร์ว่า เราจะเลิกและลืมข้อวิวาท โกรธเคืองส่วนตัวในระหว่างพวกเราเสีย และรวมสามัคคีเป็นเดียวกัน
คัมภีร์เป็นวัตถุเคารพ เป็นประธานในพิธีต่างๆ ห่อด้วยผ้าสีอย่างเดียว ตั้งไว้ที่สูง คนเข้าไปในบริเวณต้องถอดรองเท้า คุกเขาแสดงความเคารพ ในโบสถ์สิขทุกแห่ง เช้าขึ้นมาต้องแก้ผ้าห่อคัมภีร์ออก พอพระอาทิตย์ตกก็ห่อใหม่ทุกวัน ใครทำบุญบริจาคอะไรต้องนำไปวางไว้บนคัมภีร์ก่อนทุกครั้ง
ทั้งนี้เพราะโควินทสิงห์เมื่อสิ้นชีพไม่ได้ตั้งใครเป็นคุรุต่อ แต่ให้นับถือคัมภีร์เป็นคุรุแทน
พิธีสำคัญที่ถือว่าได้บุญมาก คืออ่านคัมภีร์รวดเดียวจบ โดยมีคนช่วยอ่านอย่างรวดเร็ว
การตั้งชื่อเด็กเมื่อเด็กเกิด เมื่อตั้งชื่อเด็กชายต้องไปเปิดพระคัมภีร์ในโบสถ์ แล้วยึดเอาตัวอักษรตัวแรกหน้าที่เปิดนั้นมา ตั้งเป็นชื่อบุตรชายแล้วเติมคำว่าสิงห์ต่อท้าย
การแต่งงาน ต้องเดินรอบคัมภีร์ 4 รอบ แล้วมีคนอ่านคัมภีร์ให้ฟัง
เวลาตาย จะเผาต้องอ่านคัมภีร์ ดังนั้นคัมภีร์จึงมีความสำคัญต่อชีวิตของชาวสิขมาก
ในการตัดสินปัญหาเกี่ยวกับข้อความในคัมภีร์ มีบุคคลคณะ หนึ่งมี5 คน เรียกปัญจปิยะ ตั้งไว้เพื่อพิจารณาวินิจฉัยบทบัญญัติ ในคัมภีร์ปัญจปิยะนี้เริ่มในสมัยคุรุโควินทสิงห์
<< top >>
นิกาย
นิกายของศาสนาสิขมีหลายนิกาย ไม่อาจแบ่งได้ชัดเจน แต่มีนิกายที่สำคัญ ๆ 2 นิกาย คือ
1.นิกายนานักปันถิ แปลว่า ผู้ปฏิบัติตามธรรมของท่านคุรุนานัก (ศาสดาองค์แรก) ผู้นับถือนิกายนี้จะไม่เข้าปาหุล หรือล้างบาป และไม่รับ ก ทั้ง 5 ประการ
2.นิกายขาลุสา แปลว่า นักพรตผู้ปราศจากมลทิน บางแห่งเรียกนิกายนี้ว่า นิกายนิลิมเล หรือ นิกายสิงห์ ผ้นับถือนิกายนี้จะดำเนินตามคำสอนของท่านคุรุโควินทร์สิงห์ (ศาสดาองค์ที่ 10) โดยเฉพาะในเรื่องปาหุล หรือล้างชำละล้างบาป ให้ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ (ขาลุสา) และเมื่อรับ ก ทั้ง 5 แล้วก็ใช้นามสิงห์ต่อท้ายได้
นอกจากนี้ ยังมีนิกายแยกย่อยอีกมากมาย เช่น
- นิกายอุทาสี หมายความว่า ผู้วางเฉยต่อโลก
- นิกายสุธเร คือ นักพรตผู้บริสุทธิ์
- นิกายทิวเนสาธุ หมายถึง นักบุญผู้เมา (ในพระเจ้า)
- นิกายนิริมเลสาธุ หมายถึง นักบุญผู้ไม่มีมลทิน
- นิกายอากาลี คือ ผู้บูชาพระผู้เป็นเจ้านิรันดร ได้แก่พวกโพกผ้าแหวกกลาง กินเนื้ออย่างอื่นได้ เว้นแต่เนื้อโค นับถือคัมภีร์อาทิครันถะ
- นิกายนามธารี แปลว่า ผู้ทรงไว้ หรือผู้เทิดทูนพระนามของพระเจ้า หรือผู้มั่นอยู่ในนามของพระเจ้า ผู้นับถือนิกายนี้จะโพกผ้าไม่แหวกกลาง ไม่กินเนื้อทุกชนิด ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มของมึนเมา ถือว่าคุรุของศาสนาสิขมีต่อจากศาสดาองค์ที่10 มาทุกระยะ (ต่างไปจากนิกายอื่นที่ถือว่า คุรุผู้เป็นศาสดาของศาสนาสิขมีเพียง 10 องค์ เท่านั้น และไม่มีคุรุสืบต่ออีก แต่จะนับถือพระคัมภีร์ครันถสาหิพ เป็นศาสดาแทน)
<< top >>