ประวัติศาสดา
ศาสดาหรือ คุรุแห่งศาสนาสิข มี 10 ท่าน ต่อจากนั้นศาสดาองค์ที่ 10 ได้ประกาศให้ถือ พระคัมภีร์เป็นศาสดาแทน และไม่มีการแต่งตั้งศาสดาต่อไปอีก แต่นิกายนามธารีถือว่ายังมีศาสดาต่อไปได้อีก จนบัดนี้รวมถึง 16 องค์
1. คุรุนานัก เกิด ค.ศ. 1496 (พ.ศ. 2012) สิ้นชีพ ค.ศ. 1539 (พ.ศ. 2082) กล่าวตามหลักฐานของ ดร. คันทสิงห์ ป็นศาสดาประมาณ 40 ปี แต่ตามหลักฐานของ ดร. ฮูม ประมาณ 35 ปี
2. คุรุอังคัท เป็นศาสดา ค.ศ.1539 (พ.ศ.2082) สิ้นชีพ ค.ศ.1552 (พ.ศ.2094) เป็นศาสดา 14 ปี
3. คุรุอมรทาส เป็นศาสดา ค.ศ.1552 (พ.ศ.1095) สิ้นชีพ ค.ศ.1574 (พ.ศ.2117) เป็นศาสดา 23 ปี
4. คุรุรามทาส เป็นศาสดา ค.ศ.1574 (พ.ศ.2117) สิ้นชีพ ค.ศ.1581 (พ.ศ.2124) เป็นศาสดา 8 ปี
5. คุรุอรชุน เป็นศาสดา ค.ศ.1581 (พ.ศ.2124) สิ้นชีพ ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149) เป็นศาสดา 26 ปี
6. คุรุหรโควินทร์ เป็นศาสดา ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149) สิ้นชีพ ค.ศ.1645 (พ.ศ.2188) เป็นศาสดา 40 ปี
7. คุรุหรไร เป็นศาสดา ค.ศ.1645 (พ.ศ.2188) สิ้นชีพ ค.ศ.1661 (พ.ศ.2204) เป็นศาสดา 17 ปี
8. คุรุหรกฤษัน เป็นศาสดา ค.ศ.1661 (พ.ศ.2204) สิ้นชีพ ค.ศ.1664 (พ.ศ.2207) เป็นศาสดา 4 ปี
9. คุรุเตฆพหทุร เป็นศาสดา ค.ศ.1664 (พ.ศ.2217) สิ้นชีพ ค.ศ.1675 (พ.ศ.2218) เป็นศาสดา12 ปี
10. คุรุโควินทสิงห์ เป็นศาสดา ค.ศ.1675 (พ.ศ.2218) สิ้นชีพ ค.ศ. 1708 (พ.ศ.2351) เป็นศาสดา 24 ปี
ศาสดาองค์ที่ 1 คุรุนานัก
เกิดที่ตัลวันทิ ปัจจุบันเรียกว่า นังกานา สาหิพ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้แห่งเมืองลอฮอร์ (ปากีสถาน) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1469 หรือ พ.ศ. 2212 บิดาชื่อกลุ มารดาชื่อตริปตะ เมื่ออายุ 14 ได้สมรสกับนางสุลัขนี มีบุตร 2 คน ชื่อศรีจันทและลักษมิทาส ท่านมีอัธยาสัยน้อมไปในทางศาสนา พอใจแต่งบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า มีใจเมตตากรุณาต่อคนยากจน แบ่งปันสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นทาน วันหนึ่งเมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว คุรุนานักได้เข้าไปในป่า และได้เห็นพระเจ้า ข้อความในคัมภีร์ครันถ (33-35) กล่าวต่อไปว่า พระเจ้าได้ประทานน้ำทิพย์ถ้วยหนึ่ง ซึ่งคุรุนานักได้รับด้วยความสำนึกในพระคุณ แล้วพระเจ้าได้ตรัสว่า พระองค์อยู่กับคุรุ ทำให้คุรุและผู้ที่ถือเอานามของคุรุ มีความสุข ขอให้คุรุออกพระนามและสอนให้ผู้อื่นให้ทำเช่นนั้นด้วย จงอย่ายึดถืออยู่กับโลก จงปฏิบัติโดยออกพระนาม ให้ทาน ชำระล้างให้สะอาด บูชาและเพ่ง นามของเรา คือพระเจ้า ปฐมพรหม และตัวเจ้าคือทิพยคุรุ
หลังจากอยู่ในป่า 3 วันแล้ว คุรุนานัก ได้กลับมาบ้าน สละทรัพย์สินทั้งปวงให้แก่คนยากจน ครองเครื่องนุ่งห่มแบบนักพรต ต่อจากนั้นก็เดินทางไปยังถิ่นต่างๆ เป็นเวลา 12 ปี คุรุนานัก แม้จะนุ่งห่มแบบนักพรต แต่มิได้สั่งสอนชีวิตนักบวช ท่านคงอยู่กับบุตรภริยาขอางท่านในบั้นปลายแห่งชีวิต สั่งสอนศิษย์ในทางศีลธรรมและให้จงรักภักดีต่อพระเจ้า เพื่อจะได้เป็นอันเดียวกับพระเจ้า เมื่อก่อนจะสิ้นชีพ ท่านได้แต่ตั้งไภลาห์นาศิษย์ของท่านซึ่งรับใช้ใกล้ชิดให้เป็นศาสดาหรือคุรุสืบต่อจากท่านโดยมิได้แต่งตั้งบุตรทั้งสอง ไภลาห์นาเมื่อได้รับแต่งตั้งแล้วได้นามใหม่ว่า คุรุอังคัท
คุรุนานักสิ้นชีพ ในปี ค.ศ.1539 หรือ พ.ศ.2082 ณ กรฺตรฺปุระ แคว้นปัญจาบ สิริรวมอายุได้ 71 โดยปี
ศาสดาองค์ที่ 2 คุรุอังคัท
คุรุอังคัท เกิด ค.ศ.1504 หรือ พ.ศ.2047 เมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสดาแล้ว ก็ได้สั่งสอนต่อมาและส่งเสริมหลักการ สังคัต และ ปังคัต ของคุรุนานักให้มั่นคงยิ่งขึ้น สังคัตคือหมู่หรือสงฆ์ หมายถึงการประชุมพบปะกันเวลาเย็น แล้วสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้าร่วมกัน ส่วนปังคัตคือแถวเดียวกัน หมายความว่าการมีครัวของชุมชน แล้วมานั่งในแถวเดียวกันกินอาหาร โดยไม่คำนึงถึงความต่างวรรณะและฐานะ นอกจากนั้น คุรุอังคัทยังได้รวบรวมบทประพันธ์และชีวประวัติของคุรุนานัก ทำให้คัมภีร์ที่เขียนไว้ในภาษาปัญจาบ ซึ่งเรียกว่า คุรุมุขี (ภาษาของคุรุ) ให้แพร่หลายขึ้น คุรุอังคัทได้ตั้งศูนย์เผยแผ่คำสอนของศาสดาองค์แรกขึ้นหลายแห่ง ได้ทำให้ชาวสิขมีความสมัครสมานใกล้ชิดกั้นยิ่งขึ้น หลังจากเป็นศาสดาอยู่ประมาณ 14 ปี ก็สิ้นชีพ ก่อนจะสิ้นชีพท่านได้เลือกศิษย์ผู้หนึ่งของท่าน นามว่าคุรุอมรทาสเป็นศาสดาองค์ที่ 3 คุรุอังคัทมีอยู่ได้ 49 โดยปี ท่านสิ้นชีพในปี ค.ศ. 1552 หรือ พ.ศ. 2095
ศาสดาองค์ที่ 3 คุรุอมรทาส
คุรุอมรทาส เกิด ค.ศ.1479 หรือ พ.ศ.2022 (แก่กว่า คุรุอังคัท 26 ปี) เป็นศาสดาเมื่อ ค.ศ.1552 หรือ พ.ศ. 2095 เป็นศาสดาประมาณ 23 ปี จึงสิ้นชีพใน ค.ศ.1574 หรือ พ.ศ.2117 สิริรวมอายุได้ 96 ปี ท่านผู้นี้เป็นนักปฏิรูปทางสังคม คือดัดแปลงแก้ไขสังคมให้ดีขึ้น ท่านสอนว่าสตรีก็มีสิทธิจะหลุดพ้นได้ ท่านคัดค้านการคลุมหน้าของสตรีและการเผาสตรีทั้งเนเมื่อสามีสิ้นชีวิต ที่เรียกว่าพิธี สตี
ศาสดาองค์ที่ 4 คุรุรามทาส
ท่านผู้นี้เป็นบุตรเขยของคุรุอมรทาส ได้รับเลือกจากคุรุให้เป็นศาสดาสืบแทนต่อไป ท่านเกิด ค.ศ.1574 หรือพ.ศ.2077 ได้เป็นศาสดาเมื่อ ค.ศ.1574 หรือพ.ศ.2117 เป็นศาสดาอยู่ได้ประมาณ 18 ปี ก็สิ้นชีพในปี ค.ศ. 1581 หรือ พ.ศ.2124 สิริรวมอายุได้ 58 โดยปี งานอันเด่นของท่านผู้นี้คือ ได้สร้างศูนย์กลางแห่งความเป็นปึกแผ่นของชาวสิข ณ อมฤตสระ โดยได้วางรากเมืองปัจจุบันเมื่อ ค.ศ.1574 คือในปีที่ท่านเป็นศาสดานั้นเอง อีก 3 ปีต่อมาก็ได้มีการขุดสระ อันได้นามว่าอมฤตสระ หรือสระน้ำอมฤตซึ่งมีชื่อเยงยิ่ง ส่วนเมืองรอบสระนั้นได้นามตามคุรุว่ารามทาสปุระ
ศาสดาองค์ที่ 5 คุรุอรชุน
ท่านผู้นี้เป็นบุตรของคุรุอมรทาส มีผลงานเด่นเป็นพิเศษหลายประการ ท่านเกิดเมื่อ ค.ศ.1563 หรือ พ.ศ. 2106 ได้เป็นศาสดาเมื่อ ค.ศ.1581 หรือพ.ศ.2124 คือเมื่ออายุเพียง 19 ปี ดำเนิน ท่านเป็นศาสดาอยู่ได้ประมาณ 26 ปี ก็สิ้นชีพ ในปี ค.ศ. 1606 หรือ พ.ศ. 2149 สิริรวมอายุได้ 44 โดยปี
งานอันเด่นของท่าน คือการสร้างโบสถ์งดงามยิ่งกลางสระอมฤค อันได้นามว่า ทรฺพา สาหิพ ซึ่งปัจจุบันเรียกนามในภาษา อังกฤษว่า Golden Temple หรือเรียกตรงๆในภาษาไทยว่า โบสถ์ทอง
มีประตูเข้า 4 ด้าน ไม่มีรูปเคารพใดๆ ตั้งไว้ภายในถือว่าเมืองนี้เป็นเมืองชั้นนำของชาวสิข และได้ตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า อมฤตสระ ตามชื่อสระน้ำ
ท่านผู้นี้ได้รวบรวมคัมภีร์ของศาสนาสิขขึ้น เรียกว่า ครันถ สาหิพ โดยเก็บข้อเขียนหรือบทประพันธ์ของศาสดาองค์ก่อนๆ มารวมไว้ รวมทั้งข้อเขียนของชาวฮินดูและมุสลิมกับทั้งข้อเขียนของคุรุอรชุนเอง คุรุอรชุน ได้สร้างโบสถ์ใหญ่อีก 2 แห่ง คือที่กรฺตรฺปุระ กับที่ตารันตารัน แต่ที่นับว่าสำคัญยิ่งก็คือ ได้เสียสละชีวิตเพื่อศาสนาสิข คือได้ถูกกษัตริย์มุสลิมสั่งให้จับไปทรมานจนสิ้นชีพด้วยเกรงว่าจะมีอิทธิพลมากเกินไป อีกข้อหนึ่งที่นับว่าสำคัญทางศาสนาก็คือ คุรุอรชุนได้ประกาศให้ศาสนาสิขแยกออกจากฮินดูและมุสลิม ไม่รับรองการอดอาหารของทั้งสองศาสนาไม่ยอมนมัสการร่วมกับพวกฮินดู และไม่จาริกไปนครเมกกะไม่สวดมนต์ต่อหน้ารูปเคารพ และไม่สวดบทสวดของพวกมุสลิม
ศาสดาองค์ที่ 6 คุรุหรโควินทร์
ท่านผู้นี้เป็นบุตรคนเดียวของคุรุอรชุน เกิดที่ตำบลวทลี ใกล้อมฤตสระ เมื่อ ค.ศ.1595 หรือ พ.ศ. 2138 เมื่อคุรุอรชุนถูกทรมานจนสิ้นชีพ ด้วยการจับให้นั่งในกระทะน้ำร้อน แล้วเอาทรายที่คั่วจนลุกเป็นไฟสาดใส่ร่างกายอันเปลือยเปล่า แล้วยกกายนั้นลงแช่ในน้ำเย็นจัดในแม่น้ำรวี เพื่อเพิ่มทุกขเวทนายิ่งขึ้นจนถึงแก่ชีวิตนั้น เป็นที่รู้กันว่าชาวสิขจะเป็นผู้ใฝ่สงบอยู่ต่อไปไม่ได้เสียแล้ว คุรุหรโควินท์ศาสดาองค์ต่อจากคุรุอรชุน จึงเปลี่ยนวิธีการเป็นใช้ดาบสร้างสมกำลังรบ สร้างป้อมฝึกทหาร มีศิษย์หนุ่มจำนวนหลายร้อยแวดล้อม เตรียมพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อคุรุจักรพรรดิชหันคิร ทราบข่าวจึงเชิญไปพบและจับขังไว้ในป้อม ณ เมืองแห่งหนึ่ง ชาวสิขก็พากันหลั่งไหลไปที่ป้อมเมืองนั้นเพียงเพื่อจะจูบกำแพงป้อมที่ขังคุรุไว้ จักรพรรดิจึงตกลงพระหฤทัยปล่อยให้เป็นอิสระ เพื่อเอาชนะทางจิตใจ แต่พอเปลี่ยนรัชสมัยชาห์ชหันขึ้นครองราชย์ ก็เปลี่ยนนโยบายใหม่เป็นใช้วิธีปราบด้วยกำลัง จึงมีการสงครามระหว่างชาวสิขกับชาวมุสลิมผู้ปกครอง 4 หรือ 5 ครั้ง และชาวสิขชนะทุกครั้ง นับว่าศาสดาองค์นี้เป็นองค์เริ่มแรกที่ใช้ดาบในการป้องกันรักษาบ้านเมืองและศาสนาไว้ การใช่สัญลักษณ์กาน้ำคู่กับดาบ อันหมายความถึงอำนาจทางธรรมกับอำนาจทางโลกรวมกัน เกิดขึ้นในสมัยของคุรุองค์นี้ แต่ที่ทำไว้ในเหรียญเงินมีในสมัยหลัง ท่านผู้นี้เป็นทั้งทหารและเป็นนักเผยแพร่ศาสนา สามารถทำให้คนกลับใจมานับถือศาสนาสิขได้มากขึ้น จาก ค.ศ. 1606 หรือ พ.ศ. 2149 ซึ่งเป็นศาสดาท่านได้สิ้นชีพเมื่อ ค.ศ. 1644 หรือ พ.ศ. 2187 รวมเวลาที่เป็นศาสดา 39 ปี สิริรวมอายุได้ 50 โดยปี ข้อที่น่าสังเกตคือ ท่านเป็นศาสดาเมื่ออายุเพียง 12 โดยปี และชอบล่าสัตว์โดยออกล่าสัตว์ร่วมกับจักพรรดิชหันคิร
ศาสดาองค์ที่ 7 คุรุหรไร
ท่านผู้นี้แม้จะเป็นนักรบและชอบการล่าสัตว์ แต่ก็ไม่ชอบฆ่าสัตว์ พอใจมาจับไว้ในสวน และเป็นผู้แสดงเมตตากรุณาต่อมนุษย์และสัตว์เป็นพิเศษ ชอบให้ทานแก่คนยากจน และตั้งโรงอาหารเลี้ยงคนจนโดยไม่คิดมูลค่า ศาสดาผู้นี้ทำให้ศาสนาสิขรุ่งเรือง มีกำลังทหารเข้มแข็ง ทั้งสามารถทำให้คนสำคัญแห่งศาสนาฮินดูบางคน เช่น ภคัตภควัน นักบวชชาวฮินดูเปลี่ยนมานับถือศาสนาสิข แล้วช่วยสั่งสอนศาสนา ท่าเกิดที่เมืองกิรัตปุระ เมื่อ ค.ศ. 1630 หรือ พ.ศ. 2173 เป็นคุรุเมื่อ ค.ศ. 1645 หรือ พ.ศ. 2188 คือเมื่อมีอายุ 16 โดยปี สิ้นชีพ ณ เมือง กิรัตปุระ เมื่อ ค.ศ. 1661 หรือ พ.ศ. 2204 เป็นศาสดาอยู่ 17 ปี สิริรวมอายุได้ 32 โดยปี ท่านเป็นหลานของคุรุหรโควินท์ ศาสดาองค์ที่ 6 คือท่านเป็นบุตรคนที่สองของ บายา คุรทิตตะผู้เป็นบุตรคนแรกของ คุรุหรโควินทร์
ศาสดาองค์ที่ 8 คุรุหรกฤษัน
ท่านผู้นี้เป็นคุรุหรือศาสดาเมื่ออายุเพียง 6 ปี ท่านเป็นบุตรคนเล็กของศาสดาองค์ที่ 7 และถึงแก่มรณะด้วยโรคไข้ทรพิษเมื่ออายุเพียง 9 ปี แม้เช่นนั้นก็มีเรื่องเล่าถึงความสามารถไว้ในตำนานของศาสนานี้ ท่านเกิด ค.ศ. 1656 หรือ พ.ศ. 2199 เป็นคุรุ ค.ศ. 1661 หรือ พ.ศ. 2204 สิ้นชีพใน ค.ศ. 1664 หรือ พ.ศ. 2207 เป็นศาสดาอยู่ได้ 4 ปี คำว่ากฤษันนี้น่าจะเปรียบได้กับคำว่า กฤษณะ ในภาษาสันกฤต
ศาสดาองค์ที่ 9 คุรุเตฆพหทุระ
ท่านผู้นี้เป็นบุตรคนเล็กของคุรุหรโควินท์ จึงมีฐานะเป็นอาของศาสดาองค์ที่ 7 และเป็นปู่ของศาสดาองค์ที่ 8 ท่านเกิด เมื่อ ค.ศ. 1621 หรือ พ.ศ. 2164 ที่เมืองอมฤตสระ เป็นศาสดาเมื่ออายุ 44 ปี คือใน ค.ศ.1664 หรือ พ.ศ. 2207 และสิ้นชีพใน ค.ศ. 1675 หรือ พ.ศ.2218 เป็นศาสดาได้ 12 ปี สิริรวมอายุ 55 โดยปี คุณธรรมที่เด่นของศาสดาองค์นี้ คือการทำดีต่อคนชั่ว ท่านถูกผู้อื่นริษยาทำร้ายและแย่งชิงทรัพย์ไป แต่เมื่อศิษย์ของท่านจับผู้ร้ายมาได้ พร้อมทั้งยึดทรัพย์อื่นๆ ของผู้ทำผิดมาด้วย ท่านก็กลับให้อภัยและปล่อยตัวไปหมด ท่านสิ้นชีพเพราะกษัตริยอิสลามเรียกตัวไปที่กรุงเดลี ให้ยอมเปลี่ยนศาสนาเสียท่านยอมตายดีกว่าที่จะยอมเปลี่ยนศาสนา ท่านจึงถูกประหารชีวิตและสับร่างออกเป็น 4 ส่วน แขวนประจานไว้ที่ประตูป้อมทั้ง 4 ทิศของกรุงเดลี
ศาสดาองค์ที่ 10 คุรุโควินทสิงห์
ท่านผู้นี้ได้รับการขนานนามว่า นักบุญผู้เป็นทหาร ของอินเดีย ท่านเป็นบุตรของศาสดาองค์ที่ 9 และเป็นผู้สามารถทำให้ศาสนาสิขรักษาความแข็งแกร่งมั่นคงไว้ได้ด้วยการบัญญัติข้อกำหนดที่จำเป็นสำหรับชาวสิข รักษาความแข็งแกร่งมั่นคงไว้ได้ด้วยการบํญญัติข้อกำหนดที่จำเป็นสำหรับชาวสิขขึ้น คล้ายเป็นการสร้างชาติใหม่ให้แก่ชาวสิข ท่านเป็นศาสดาเมื่ออายุเพียง 9 ปี ขณะที่บิดาของท่านถูกประหารชีวิต ชาวสิขอ่อนแอและปั่นป่วนมาก บางคนถึงกับปฏิเสธว่าตนมิได้นับถือศาสนาสิขเพราะกลัวภัย ท่านจึงบัญญัติวิธีล้างบาป ชำระให้บริสุทธิ์ ให้ไว้หนวดไว้ผมยาว เพื่อจะได้ไม่กล้าปฏิเสธความเป็นชาวสิข เพราะลักษณะต่างๆ ที่กำหนดไว้ล้วนผิดแผกกับคนพวกอื่น อักษร ก. ทั้ง 5 ที่กำหนดให้ชาวสิขรับไว้ ก็เพื่อผลดีในการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนและปลุกความกล้าหาญ ท่านเรียนภาษาเปอร์เซียและภาษาสันกฤตเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งจากภาษาปัญจาบ และได้แต่งคำสอนไว้เป็นส่วนหนึ่งเรียกว่า ทสมครันถ์ แปลว่า คัมภีร์ที่ 10ท่านประกาศไม่แต่งตั้งคุรุสืบแทนต่อไป แต่ให้ถือคัมภีร์แทนคุรุและถือว่าเมื่อชาวสิข 5 คน มาประชุมกันต่อหน้าพระคัมภีร์ คุรุก็ชื่อว่ามาปรากฏอยู่
ด้วย ท่านได้ทำสงครามต่อสู้กับกษัตริย์มุสลิมหลายครั้ง และครั้งหลังสุดเป็นสงครามดุเดือดที่สุดนั้นท่านมีชัย ท่านได้มีจดหมายเป็นภาษาเปอร์เซียเตือนกษัตริย์ออรังเสบ ให้รู้ว่าคนของกษัตริย์ได้เบียดเบียนชาวสิขอย่างไร กษัตริย์ กษัตริย์ออรังเสบจึงเชิญให้ไปพบแต่ขณะเดินทางไปออรังเสบได้สวรรคตเสียก่อน กษัตริย์พหทุระชาห์
ได้เสวยราชย์สืบต่อไป และชอบพอกับคุรุโควินทสิงห์ แต่เมื่อพักอยู่ริมฝั่งน้ำโคธาวารีแต่ผู้เดียว ได้ถูกผู้ร้ายแทงและสิ้นชีพในที่สุด คุรุโควินทสิงห์ เกิด ค.ศ. 1666 หรือ พ.ศ. 2209 เป็นคุรุ ค.ศ. 1675 หรือ พ.ศ. 2218 สิ้นชีพ ค.ศ. 1708 หรือ พ.ศ. 2251 เป็นคุรุอยู่ได้ 34 ปี สิริรวมอายุได้ 43 โดยปี
<< top >>
แนวคิดเรื่องนรกสวรรค์
ความเป็นหนึ่งในพระเจ้าอุดมการณ์สูงสุดมิได้อยู่บนสวรรค์แต่เป็นการหลอมมนุษย์เข้ารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
<< top >>
แนวคิดเรื่องจุดหมายปลายทาง
1. จุดหมายปลายทาง กลมกลืนเข้ากับชีวิตของพระเจ้า หรือได้รับพระมหากรุณาจากพระเจ้า
2. วิธีปฏิบัติ บูชาพระเจ้า ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพ่งพระนามของพระเจ้า
3. ชีวิตในโลกนี้ มีหลายครั้ง มีการเวียนว่ายตายเกิด
<< top >>
วิธีปฏิบัติในศาสนา
คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือไตรเอกานุภาพ มี 3 คือ
นิกายขาลฺสา ชาวสิขนิกายขาลฺสาจะได้รับให้เข้าสู่สังคมของ สิข ได้ ก็เมื่อได้ทำพิธี ปาหุล เมื่อทำพิธีล้างบาปแล้ว ก็จะรับสิ่งที่มีชื่อเป็นอักษร ก 5 ประการ คือ เกศา(การไว้ผมยาวโดยไม่ตัดเลย) กังฆา(หวีขนาดเล็ก) กฉา (กางเกงขาสั้น) กรา(กำไลมือทำด้วยเหล็ก) และ กิรฺปาน(ดาป) ผู้ที่ล้างบาปแล้วจะได้นาม สิงห์ ซึ่งแปลว่าสิงโต หรือราชสีห์ ต่อท้ายชื่อเหมือนกันทุกคน เพราะถือว่าผ่าน ชาลสา แห่ง วาหิคุรุ คือความเป็นสมบัติของพระเจ้าเองแล้ว การล้างบาปและรับเอาอักษร ก. ทั้ง 5 เพื่อเป็นชาวสิขโดยสมบูรณ์นั้น มามีขึ้นภายหลังในสมัยของคุรุโควินทสิงห์ ซึ่งเป็นศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาสิข หลังสมัยของศาสดาองค์แรก 133 ถึง 169 ปี
หลักประจำชีวิต หลักหรือศีลอีกส่วนหนึ่งที่ศาสดาในศาสนานี้ให้ศิษย์รับสัตย์ปฏิญาณเป็นหลักปฏิบัติประจำชีวิต มี 21 ข้อคือ
ก. ข้อปฏิบัติ
1. ให้นับถือศาสดาเป็นพ่อ
2. ให้ถือว่าเมืองปาตลีบุตร (ปัตนาในปัจจุบัน) ที่โควินทสิงห์เกิด กับเมืองอานันทบุร
(ที่ท่านโควินทสิงห์หลบไปตั้งหลักสู้กับออรังเซบเมื่อครั้งรบแพ้) เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์
3. ให้ยกเลิกการถือชั้นวรรณะ
4. ให้สละชีพในสนามรบ
5. ให้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 ประการ คือ
(1) สัจจะ (พระเจ้า) ศรี (ธรรม) อกาล (คือความเที่ยงแท้ของพระเจ้า)
(2) ศาสโนวาท (คัมภีร์อาทิครันถและทัสเวนปาทษาหิ)
(3) ความบริสุทธิ์
6. มีศีลอันเป็นสัญลักษณ์ 5 คือ เกศา กุงฆา กัจฉา กฤปาน (กริปาน) กรัท (กะระหรือกะทา)
พวกสิขที่อยู่ในต่างประเทศต้องมีมีดเล็กยาว 2 นิ้วเสียบไว้ที่ผม
7. ให้มีชื่อลงท้ายว่าสิงห์ (ถือให้กล้าหาญดังสิงโต)
8. ให้ฝึกขี่ม้า ฟันดาบ มวยปล้ำ เป็นนิตย์
9. ให้ถือคติว่า ตนเกิดมาเพื่อช่วยเหลือเปลื้องทุกข์ให้ผู้อื่น
10. ให้นอบน้อมพระเจ้า และต้อนรับเขาโดยถือเป็นเรื่องจำเป็น
ข. ข้อห้าม
1. ห้ามมิให้สิขกับสิขวิวาทกัน
2. ห้ามพูดปด
3. ห้ามทำผิดในกาม โลภ โกรธ หลง
4 ห้ามคบคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนา
5. ห้ามคบคนที่ไม่ส่งเสริมการกู้ชาติ
6. ห้ามนิยมใช้สีแดง เช่น เสื้อ หมวกแดง (อิสลามนิกายชิอะห์ใช้หมวกแดง)
7. ห้ามเปลือยศีรษะนอกจากเวลาอาบน้ำ
8. ห้ามเล่นการพนัน
9. ห้ามตัดผม โกนผม หนวด ขน เครา
10. ห้ามเกี่ยวข้องกับคนที่เบียดเบียนชาติศาสนา
11. ห้ามแต่งกายหรูหราไร้สาระ
คำที่ภาวนาจนขึ้นใจของชาวสิข คือ วาเฮคุรุ คุรุมนฺตฺร ไฮ ชปฺ เฮาไม โคอี แปลว่า เมื่อท่องมนต์ วาเฮคุรุ อันเป็นคุรุมนตร ย่อมกำจัด มมังการ ออกได้
คำนี้ใช้บริกรรมด้วย ชัป คือ การบริกรรม จะได้ผลต้องเว้นสิ่งที่ควรเว้น 5 คือ
1. กินเกินหิว
2. หลับเกินง่วง
3. เกียจคร้าน
4. ฟุ้งซ่าน
5. หลับน้อยเกินไป
สิ่งที่ควรเจริญ 7 คือ
1. เลือกสถานที่สะอาด
2. ร่างกายสะอาด
3. ไม่พูดไม่คำนึงถึงเรื่องอื่น
4. เข้าใจบทบริกรรม
5. ตั้งใจเป็นสมาธิ
6. ปฏิบัติตน (บริกรรม) เป็นนิตย์
7. ทำชป? คือ บริกรรมในอมฤตเวลา คือ ยามท้ายของราตรี ได้แก่ 3 6 น.
นัยบริกรรม การบริกรรมจะเลือกบทบริกรรม 3 วาทนี้ คือ
1. คุรุวาณี คือ ข้อความในพระคัมภีร์
2. มูลมันตร มนต์ที่เป็นดั้งเดิมหรือพื้นฐาน
3. ออกพระนามว่า วาเฮคุรุ
นิกายนานักปันถิ ชยึดหลักของศาสดาองค์แรกคือคุรุนานักเป็นสำคัญ ซึ่งได้นามอีกอย่างหนึ่งว่า ชาวสิขผู้ดำรงชีวิตง่ายๆ ไม่ต้องทำพิธีกรรมอะไรมากนัก ชาวสิขกลุ่มนี้พอใจอุดมคติแบบสงบของคุรุนานัก จึงมิได้อนุโลมตามกฏเกณฑ์ของศาสดาองค์หลังแต่ก็มีผู้กล่าวว่าสิขพวกนานักปันถินี้ มีความโน้มเอียงที่จะถูกศาสนาฮินดูกลืนไปในที่สุด
ความจงรักภักดีต่อพระเจ้า ถือว่าเป็นสำคัญในศาสนาสิข หนังสือบางเล่มเล่าว่า ชาวสิขจะตื่นแต่เช้า ประมาณ 3.00 น. ภายหลังที่อาบน้ำ และเพ่งพระนามพระเจ้า เสร็จแล้วก็จะสวดบทประพันธ์ของคุรุทั้งหลายในฐานะที่เป็นบทสวดประจำวัน
<< top >>