Link ==>   :: ชื่อศาสนา   :: สัญลักษณ์ศาสนา  :: ประเภทศาสนา  :: ศาสดา  :: ประวัติศาสดา  :: วันเดือนปีที่กำเนิดศาสนา
                      :: สถานที่กำเนิดศาสนา  :: เหตุเกิดศาสนา  :: หลักธรรม  :: จริยศาสตร์  :: คัมภีร์  :: พิธีกรรม  :: นิกาย
                      :: แนวคิดเรื่องนรกสวรรค์  :: แนวคิดเรื่องจุดหมายปลายทาง  :: วิธีปฏิบัติในทางศาสนา  :: จำนวนผู้นับถือศาสนา
  ศาสนาอิสลาม

                                                                                                                                                               
   คัมภีร์    

     คัมภีร์ของศาสนาอิสลามคือ คัมภีร์ “อัลกุรอาน” หรือ “โกราน” (Koran) เป็นคัมภีร์ที่บันทึกคำสั่งของพระอัลเลาะห์ซึ่งมีเทวโองการผ่านมาทางพระมูฮัมหมัด วิธีส่งเทวโองการลงมามีอยู่ 5 วิธี คือ โดยผ่านคนกลางซึ่งเป็นทูตสวรรค์ มีเสียงพิเศษคล้ายระฆังลงมาสู่พระมูฮัมมัด โดยใส่ไว้ในใจของพระมูฮัมมัดเอง โดยผ่านคนกลางซึ่งเป็นทูตสวรรค์ในร่างของมนุษย์ โดยการปรากฎของทูตสวรรค์ต่อพระมูฮัมมัดในเวลาหลับ และโดยการติดต่อโดยตรงจากพระเจ้ากับพระมูฮัมมัดในสภาพที่ตื่น หรือหลับ ใช้เวลาในการส่งเทวโองการ 23 ปี ดังนั้นชาวมุสลิมทั่วโลกจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระอัลเลาะห์ที่พระมูฮัมมัดรักษาไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน
     คัมภีร์อัลกุรอานแต่ละซูเราะห์แบ่งออกเป็นบทสั้นๆ มากน้อยต่างกัน มีเลขกำกับบทนั้นๆ บทสั้นๆ ที่กล่าวนี้เรียกว่า “อายะห์” หรือ “โองการ”
          บรรพที่ 1 มี 7 โองการ
          บรรพที่ 2 มี 286 โองการ
          บรรพที่ 3 มี 200 โองการ
          บรรพที่ 4 มี 177 โองการ
          บรรพที่ 5 มี 120 โองการ
          บรรพที่ 6 มี 166 โองการ
          บรรพที่ 7 มี 206 โองการ เป็นต้น

     ในคัมภีร์อัลกุรอานมีหลักศรัทธา 6 ประการ และหลักการปฏิบัติ 5 ประการ ดังต่อไปนี้
     1.หลักศรัทธาความเชื่อ 6 ประการ ดังนี้
         1.1 ศรัทธาในพระอัลเลาะห์องค์เดียว
         1.2 ศรัทธาในศาสดาองค์ต่างๆ และมีศรัทธาเชื่อมั่นว่า พระมูฮัมมัดเป็นศาสดาองค์สุดท้าย
         1.3 ศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอาน
         1.4 ศรัทธาเชื่อมั่นว่า เทพเป็นผู้นำคำสอนจากพระเจ้ามาสู่พระมูฮัมมัด
         1.5 ศรัทธาเชื่อในวันพระเจ้าพิพากษาโลก หรือ วันสิ้นโลกซึ่งเป็นวันที่วิญญาณ จะต้องรับผลกรรมจากการกระทำขณะเมื่อ
               มีชีวิตอยู่
         1.6 ศรัทธาเชื่อว่าสภาวะของโลกและชีวิตเป็นไปตามเจตจำนงของพระอัลเลาะห์

     2.หลักปฏิบัติ 5 ประการ
     หลักปฏิบัติ 5 ประการเป็นหลักปฏิบัติของชาวมุสลิมทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ
         2.1.ประกาศปฏิญาณ ชาวมุสลิมต้องปฏิญาณอย่างน้อง 1 ครั้งในชีวิตต่อหน้าพยาน 2 คนว่ามีศรัทธาเชื่อมั่นในพระเจ้าอัลเลาะห์ และพระมูฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระอัลเลาะห์
         2.2.การทำละหมาดหรือ สวดมนต์ ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรอานกำหนดไว้ว่าจะต้องสวดมนต์วันละ 4 ครั้ง แต่พระมูฮัมมัดทรงสวดมนต์วันละ 5 ครั้ง ดังนั้นชาวมุสลิมจึงปฏิบัติตามพระมูฮัมมัด คือ สวดมนต์ในเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ก่อนเที่ยงวัน เวลาบ่าย ภายหลังตะวันตกและเมื่อตะวันตกแล้ว 2 ชั่วโมง
         2.3.การบริจาคซะกาต หรือการบริจาคทานของชาวมุสลิมเป็นลักษณะสังคมสงเคราะห์ กล่าวคือ ตัวแทนของศาสนาจะเก็บเงินได้จากผู้บริจาคเพื่อไว้ใช้ช่วยเหลือคนยากจน เป็นการทำให้สังคมของชาวมุสลิมอยู่อย่างพึ่งพากันได้
         2.4.การถือศีลอด ชาวมุสลิมต้องถือศีลอดเป็นเวลา 1 เดือน ในช่วงเวลา 1 ปี โดยจะเริ่มในเดือนรอมฎอน หรือเราะมะฎอน คือ เดือนที่ 9 ตามปฏิทินของศาสนาอิสลาม ในช่วงนี้ชาวมุสลิมจะสวดมนต์วันละ 5 ครั้ง อดอาหารและน้ำ สำรวมกายใจ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก ในขณะที่ถือศีลอดห้ามพูดคำหยาบ คำไร้สาระ ละความชั่วทั้งมวล ไม่วิวาท เป็นการบำเพ็ญศีลเพื่อสร้างขันติธรรมและเมตตาธรรมให้เกิดกับใจ ผู้ไม่ถือศีลอดจะถูกลงโทษด้วยการให้ทำละหมาดเพิ่ม ให้ถือศีลอดเพิ่ม การที่ชาวมุสลิมถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเพราะเชื่อว่าเป็นเดือนที่พระอัลเลาะห์ส่งคัมภีร์อัลกุรอานมาให้มนุษยชาติ
         2.5.การทำพิธีฮัจญ์ คือ การไปแสวงบุญที่นครเมกกะ ในประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเริ่มพิธีในเดือน 12 ของปฏิทินศาสนาอิสลาม การไปบำเพ็ญฮัจญ์ไม่ได้กำหนดให้มุสลิมต้องไปปฏิบัติ แต่ในคัมภีร์อัลกุรอานกล่าวว่า เป็นความประสงค์ของพระอัลเลาะห์ ให้มนุษย์ไปบำเพ็ญพิธีฮัจญ์ ผู้เข้าพิธีฮัจญ์ต้องเป็นมุสลิม เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ มีสติสัมปชัญญะสมูบูรณ์ มีความสามารถทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ การเดินทางต้องปลอดภัย ผู้เข้าพิธีต้องแต่งชุดขาว

                                                                                                                                                                  << top >>
   พิธีกรรม    

     พิธีกรรมในศาสนาอิสลามที่สำคัญมี 2 พิธี ได้แก่ พิธีรักษาความสะอาดและพิธีขอพรจากพระเจ้า

1. พิธีรักษาความสะอาด
     เป็นพิธีกรรมที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติทุกครั้งก่อนทำพิธีสำคัญๆ เช่น พิธีละหมาด และพิธีฮัจญ์ เป็นต้น พิธีทำความสะอาดคือพิธีอาบน้ำละหมาด ได้แก่ การทำความสะอาดบางส่วนของร่างกายและต้องปฏิบัติตามลำดับไม่ให้สลับกันทุกครั้ง ดังนี้
         1. ล้างใบหน้า
         2. ล้างมือ
         3. ลูบศีรษะ
         4. ล้างเท้า

แนวปฏิบัติของผู้จะทำพิธีทำความสะอาดอาบน้ำละหมาด ดังนี้
1.มุสลิมชายหญิงอาบน้ำชำระกายให้สะอาดก่อนทำพิธีอาบน้ำละหมาด ในกรณีดังต่อไปนี้ หญิงเพิ่มหมดรอบเดือน หญิงชายหลังร่วมประเวณีหรือฝัน
2.ผู้ทำพิธีอาบน้ำละหมาดแล้ว ต่อมามีพฤติกรรมเกิดขึ้น เช่น หลับสนิท เป็นลมหมดสติ เมื่อสัมผัสอวัยวะเพศโดยปราศจากสิ่งรองรับ สัมผัสเพศตรงกันข้ามแล้วเกิดความกำหนัด ผายลม ถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ มีน้ำเมือกเคลื่อนออกมาจากความกำหนัด ร่วมประเวณี มีประจำเดือน และคลอดบุตร ต้องทำพิธีใหม่
3.น้ำที่ใช้ในพิธีทำความสะอาด ในบทบัญญัติศาสนากำหนดไว้คือ น้ำฝน น้ำค้าง น้ำทะเล น้ำคลอง น้ำบ่อ หิมะ ลูกเห็บ และตาน้ำ (น้ำที่มีสิ่งเจือปนและทำหน้าที่ใช้ชำระมลทินแล้วห้ามใช้ทำพิธีนี้)
4.ในกรณีที่ขาดแคลนน้ำ ให้ใช้ฝุ่นจากดินแทนน้ำละหมาดได้ เรียกว่า “ตะยัมมุม” มีวิธีปฏิบัติดังนี้
     4.1 ใช้ฝ่ามือทาบลงบนฝุ่น
     4.2 เคาะหรือเป่าฝุ่นที่มากเกินไปออกเสียบ้าง
     4.3 ใช้ฝ่ามือทั้งสองลูบไล้ใบหน้า
     4.4 ลูบมือทั้งสอง โดยเริ่มจากใช้มือซ้ายลูบหลังมือขวา แล้วใช้มือขวาลูบหลังมือซ้าย สลับกัน
5.ผู้ที่ยังไม่อาบน้ำละหมาดเป็นผู้ต้องห้ามในสิ่งต่อไปนี้
     5.1 ทำพิธีละหมาด
     5.2 เดินเวียนรอบอับดุลเลาะห์ในพิธีฮัจญ์
     5.3 สัมผัสพระคัมภีร์อัลกุรอาน

2. พิธีขอพรจากพระเจ้า
     การขอพรจากพระเจ้า เป็นพิธีกรรมที่พระมูฮัมมัดปฏิบัติตลอดช่วงที่ทรงปฏิบัติศาสนกิจอยู่ ดังนี้
         1. ขอให้ผู้ป่วยหายป่วย
         2. ขอให้ของที่หายได้คืน
         3. ขอให้ปลอดภัยจากการเดินทาง
         4. ขอให้คุ้มครองเมื่อกลัวภัย เป็นต้น
     การขอพรจากพระเจ้าเป็นพิธีกรรมสำคัญอย่างหนึ่ง แต่พรที่ขอจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ดังนี้
         1. ต้องเป็นผู้กลับใจจากความผิดพลาดต่ออัลเลาะห์และได้สารภาพความผิดของตนแล้ว
         2. เครื่องกิน เครื่องดื่ม และเครื่องนุ่งห่มของเขาต้องได้มาในทางอนุญาตหรือได้มาโดยสุจริต
         3. จิตใจของผู้นั้นต้องยึดมั่นอยู่ที่การระลึกในพระอัลเลาะห์เจ้า
         4. ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่ขอนั้นอยู่ในวิสัยที่จะได้รับการประทาน
         5. สิ่งที่ขอนั้นต้องไม่เป็นสิ่งน่ารังเกียจหรือให้โทษกับผู้อื่น
     3.ขั้นตอนการปฏิบัติในพิธีขอพร
         1. นั่งคุกเข่าทั้งสองหรือนั่งพับเพียบ ไม่ยกนัยตา (สำรวมตา)
         2. การขอพรให้บิดา มารดาด้วยและแสดงความปรารถนาดีต่อพระอัลเลาะห์เจ้า
         3. กล่าวซ้ำสำหรับพรสำคัญๆ (อย่างน้อย 3 ครั้ง)
         4. กล่าวคำขอพรอย่างมีสมาธิ สงบเรียบร้อยด้วยเสียงเบาๆ
         5. พิจารณาโอกาส สถานที่ และพรที่ขอให้เหมาะสม

                                                                                                                                                                  << top >>
   นิกาย   

   1.นิกายสุหนี่ หรือ นิกายสุนนิก เป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดมีผู้นับถือมากกว่านิกาย สุหนี่ แปลว่า ถือตามแบบฉบับเดิม มาจากคำว่า สุนนะ อันเป็นชื่อคัมภีร์คู่กับกุรอาน (ดูเรื่องคัมภีร์) นิกายนี้ใช้หมวกสีขาว ถือตามแบบเก่า เก่าเป็นอย่างไรก็ปฏิบัติไปอย่างนั้น ไม่เปลี่ยน อาบูบากะฮ โอมาร อุสมาน ว่าเป็นกาลิฟที่แท้จริง นิกายนี้แยกออกเป็นนิกายย่อยอีกประมาณ 4 นิกาย

   2.นิกายชิเอต (ซิอะต) เป็นนิกายที่ใหญ่รองจากสุหนี่ มีผู้นับถือมากในเปอร์เซีย (อิหร่าน) ใช้หมวกสีแดงนับถือเฉพาะคัมภีร์กุรอานเพียงคัมภีร์เดียว เป็นคัมภีร์กุรอานที่ศักดิ์สิทธ์ทางศาสนา นับถืออาลีและวงศ์ของอาลีว่าเป็นกาลิฟ (อุหม่าม) ที่ถูกต้องนอกนั้นไม่ถูกต้อง แต่เป็นผู้แย่งตำแหน่งของอาลี เช่นเดียวกับโมอาวียะ ในนิกายนี้ตั้งคำว่า อิหม่าม ขึ้นใช้ หมายถึงผู้ติดต่อแทนคำว่ากาลิฟ ในนิกายนี้มีจำนวนอิหม่าม (กาลิฟ) ที่ถูกต้องคือ เป็นทายาทของพระมูฮัมมัดแท้จริงมีอยู่ 12 พระองค์ องค์สุดท้ายชื่อ อาบู เอล กาซิม (อับดุลกาซิม ซึ่งหายไปแต่กลับมาในโอกาสหน้า และถือว่าท่านผู้นี้คือ มาหะดี คือผู้นำทางอันชอบธรรมในอนาคต)
        ในนิกายนี้มีพิธีกรรมคือ การเล่นเรื่องหะซัน และหุเซน (คือ พิธีเต้นเจ้าเซน) ในเดือนมะหะรำ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงอาลี หะซัน หุเซน ทำเป็นรูปม้าและมือของหุเซนสำหรับแห่ ในการแห่มีการทุบอก ชกตัว กรีดศีรษะให้เลือดไหล และสาปแช่งผู้เป็นศัตรูของอาลี หะซัน หุเซน เป็นการแสดงความทุกข์ ความแค้น ความกตัญญูต่อบุคลที่ 3 ซึ่งป็นที่เคารพของคน ถือว่าได้บุญแรง ถ้าตายไปในขณะนั้นจะได้ข้นสวรรค์ทันที

   3.นิกายคาเลีย เป็นนิกายย่อย จากนิกายชิเอต นิกายนี้นับถืออิหม่ามว่า เป็นผู้หมดมลทิน หมดบาป พูดไม่ผิด เป็นคนศักดิ์สิทธ์ผิดธรรมดา

   4.นิกายชะวาริซี (ชะวาริช) นิกายนี้ถือว่ามนุษย์ประกอบกรรมใดๆพระอัลเลาะฮ์ไม่ทรงรู้เรื่องด้วย แม้มนุษย์ทำบาป ท่านก็ไม่ลงโทษ เพราะพระองค์ทรงมีลักษณะดังตกอยู่ในอาการหลับ

   5.นิกายชะบาริยะ นิกายนี้ถือว่า พระอัลเลาะฮทรงสร้างสรรพสิ่ง และสรรพสิ่งเป็นของพระอัลเลาะฮ์ ดังนั้น ความดีความชั่วที่มนุษย์ทำจึงเป็นของอัลเลาะฮ หาใช่เรื่องที่มนุษย์จะต้องรับผิดชอบด้วยตนเองไม่

   6.นิกายสุพี นิกายนี้ถือเป็นการบำเพ็ญญาณภาวนาเป็นสำคัญเลิกทำพิธีกรรมตามตำราอันตนเห็นว่าไร้ประโยชน์ หลักสำคัญที่นิกายถืออยู่มี 8 ประการ
        6.1 พระอัลเลาะฮ์เท่านั้นดำรงค์อยู่ สิ่งสากลทั้งหมดคือพระองค์ และพระองค์คือสากลทั้งหมด
        6.2 ศาสนาใดๆไม่สำคัญ แต่ศาสนาอิสลามได้เปรียบกว่าศาสนาอื่นๆ
        6.3 พระอัลเลาะฮ์ทรงอนุญาติให้มีความดี ความชั่วเอง ดังนั้น ความดีและความชั่วแยกออกจากกันไม่ได้
        6.4 มนุษย์ไม่มีอำนาจ ที่จะคิดอ่านได้ตามลำพังด้วยตนเอง ต้องอัลเลาะฮ์เป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น
        6.5 วิญญาณที่อาศัยอยู่ในร่างกาย เปรียบเหมือนนกที่ขังอยู่ในกรง ถ้าพ้นออกไปเสียเมื่อไร่ เมื่อนั้นเป็นการดี
        6.6 วิญญาณได้ไปอยู่ในสำนักของอัลเลาะฮ์เมื่อไหร่ นั้นเป็นความเป็นความประเสริฐอย่างยอด
        6.7 ถ้าไม่ได้อัลเลาะฮ์ วิญญาณของตนจะไปอยู่ในสำนักของอัลเลาะฮ์ไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องภาวนาอ้อนวอนเพ่งถึงพระองค์ ให้
              กล้าแข็ง ให้ทรงโปรด
        6.8 ขณะที่วิญญาณยังอยู่ในร่างกาย กรณีอันสำคัญอันจะนำไปสู่ความเจริญในชีวิตนั้นคือ ต้องระลึกถึงการข้าไปอยู่ ในสำนัก
              ของอัลเลาะฮ์ และภาวนาออกพระนามของพระองค์

   7.นิกายเทรวิสฮ หรือฟาเกอร เนิกายนี้ตั้งขึ้นอยู่ในรูปคล้ายสมาคม แบ่งเป็นคณะๆมีเครื่องหมายเป็นสัญลักษณ์ประจำอย่างไม่เปิดเผยทั่วไป เป็นพวกท่องเที่ยว มีอาชีพภิกขาจาร มีหัวหน้าเรียกว่าชีก หรือเชียก หรือเชริก มีพิธีรับเข้าเป็นพวกของตัวเอง คือผู้เข้าต้องให้สัตย์ปฏิญาณตามระเบียบที่วางไว้จะต้องมอบชีวิตร่างกายให้แก่หัวหน้า ดุจดั่งเมื่อเราตายแล้วร่างกายก็ตกอยู่ในความดูแลของญาติ นิกายนี้มีประมาณ 10 กว่าคณะ บางคณะปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม บางคณะปฏิบัติอย่างอิสระ แต่ยังว่าตนเป็นอิสลามอยู่

   8.นิกายบาบิส หรือบะไฮ หรือบะฮออิ หรือเบไฮอิส
นิกายนี้เรียกว่า เป็นนิกายในอิสลามไม่ตรงนัก และเกิดขึ้นเพื่อคัดค้านอิสลามบางข้อ มีความคิดในเรื่องอิหม่ามคล้ายนิกายซิเอต และกล่าวกันว่าเกิดขึ้นโดยรวมคำสอนของศาสนาต่างๆมาพิจารณาแล้วตั้งขึ้นใหม่ ในแนวที่ผู้ตั้งคิดว่าดี แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นอิสลามอยู่นั่นเอง เนื่องจากนิกายนี้กำลังมีสาขาแม้ในอเมริกาและในไทย จึงควรทราบประวัติไว้บ้างตามควร เรื่องมีอยู่ว่า
        เมื่ออาบู เอลกาซิม อิหม่ามองค์ที่ 12 องค์สุท้ายหายไป ในปีค.ศ 329 (พ.ศ. 1442) พวกศิษย์เข้าใจว่าท่านได้สื่อสารนิกายไว้แก่บุคคลหลายคน ซึ่งเรียกว่า บับ(บ๊อบ) แปลว่าประตู เมื่อบับ คนสุท้ายสิ้นชีพลงโดยมิได้มอบหรือกำหนดให้ผู้ใดเป็นบับต่อ บับก็ว่างมาหลายร้อยปี จนถึง พ.ศ.2387 (บ้างก็ว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2369-2386) ในเปอร์เซียได้มีคนผู้หนึ่งประกาศตนเป็นบับขึ้น ท่านผู้นี้ชื่อมีระษา อารี มูฮัมมัด เกิดขึ้นเมืองซีรัษ ในเปอร์เซีย เมื่อ พ.ศ. 2363 ได้ศึกษาเรื่องศาสนาอยู่หลายปี จนอายุได้ 24 จึงประกาศตนเป็นบับ คือประตูเป็นผู้นำทางเป็นเทพบัญชา ผู้ใดไปสวรรค์ต้องอาศัยตน จึงจะเข้าประตูสวรรค์ได้ มีผู้นับถือมากทำให้รัฐบาลและผู้นำทางศาสนาอิสลามไม่พอใจ เลยให้ฆ่าพร้อมด้วยผู้นับถือ กว่า 20,000 คน ต่อมาในปี พ.ศ. 2406 บาฮอโอลอฮได้ประกาศแก่สาวกของบับที่ยังคงเหลืออยู่ว่า ตนเป็นบับที่มีระษา อาลี มูฮัมมัด เคยบอกประชาชนว่า มิช้าจะมีศาสดาปรากฏในโลกเพื่อรวบรวมมนุษย์ให้ป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อันย่างเข้าสู่ยุคสันติ ผู้นำทางอิสลามจึงให้เนรเทศ และไปสิ้นชีวิตอยู่ในคุก ที่เมือง ปาเลสไตน์ เมื่อปี พ.ศ. 2435 ก่อนตายได้มอบตำแหน่งบับให้บุตรชายคนโต ชื่ออับดุล บอฮอ ด้วยการนำของท่านผู้นี้ นิกายนี้ได้แพร่เข้าไปในยุโรป อเมริกา และมีพิธีสร้างโบสถ์บาฮออิ ที่เมืองวิลเมต รัฐอิลลินอยส์ เมื่อ พ.ศ.2455 อับดุล บอฮอสิ้นชีพเมื่อ พ.ศ. 2464 ก่อนตายได้แต่งตั้งหลานคนโตชื่อ โซกี เอฟเฟนดีเป็นผู้พิทักษ์นิกายนี้ และทำหน้าที่ให้คำอธิบายในการสอน แต่มีบางคัมภีร์กล่าวว่า
        มีคนเปอร์เซียคนหนึ่งชื่ออับดุล บาฮา พยามรวบรวมคำสอนของศาสนาโลก โดยอ้างว่า ตนเป็นบรมศาสดาคนสุท้ายของโลก เป็นผู้แทนพระเจ้าบนสวรรค์ ตำรวจเปอร์เซียได้จับเพราะเห็นว่าเป็นคนวิกลจริต และได้จำขังไว้ในคุกตามประวัติกล่าวว่าก่อนเข้าคุก อับดุล บาฮา เป็นคนโง่ไม่รู้หนังสือ พอออกจากคุกกลับเป็นคนฉลาด ทั้งนี้เพราะมีเทวดามาสอนความรู้ และให้ปัญญาแก่เขาในคุก แล้วอับดุล บาฮา ก็เริ่มสอนศาสนาของตนซึ่งมีหลักสำคัญว่า ศาสนาทุกศาสนาเป็นศาสนาที่ดีทั้งนั้น ขอให้มนุษย์รักใคร่มีเมตตากรุณาต่อกัน ช่วยเหลือกัน ยกย่องศาสนาของกันและกัน อับดุล บาฮา บอกว่า ใครๆก็นับถือศาสนานี้ได้ โดยมิต้องออกจากศาสนาเดิมที่ตนนับถือ ใครปฏิบัติดีมีความยุติธรรม มีความกรุณาแล้ว ก็ได้ชื่อว่านับถือศาสนาของตนทั้งนั้น อับดุล บาฮา เคยไปประกาศศาสนาของตนตามต่างประเทศ เช่น อเมริกา มีคนนับถือมากเหมือนกัน และกลับไปเปอร์เซีย ได้สิ้นชีพเมื่อปีพ.ศ. 2393 โดยถูกยิงเป้าที่หน้า โดยรัฐบาลเปอร์เซีย

   9.นิกายวาหะบีส นิกายนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขความฟั่นเฟือนของศาสนาที่เกิดขึ้นภายหลังให้สิ้นไปให้บริสุทธิ์อย่างเดิม แต่ก็ไม่สำเร็จตลอด เพราะความเปลี่ยนแปลงของโลกบ้าง เพราะพวกมุสลิมไม่ยอมรับบ้าง ผู้เป็นต้นคิดคือ มูฮัมมัด บิน อับดุลวาฮับเกิดเมื่อพ.ศ. 2254 มีหลักแก้ไขคือ
        9.1รับรองแต่ซูเลาะฮฺ (บัญญัติหรือบท) และวายะฮฺ (อนุบัญญัติหรือบัญญัติ) ของอัลเลาะฮ์ในกุรอานเท่านั้นนอกจากกุรอาน
              ไม่ยอมรับ
        9.2 ไม่สวดมนต์เจาะจง พระมูฮัมมัด นักบุญคือกาลิฟ หรืออิหม่าม หรือไปนมัสการที่ฝังศพของท่านเหล่านั้น (เพราะใน
               กุรอานแสดงไว้ว่า ไม่เคารพสิ่งอื่นนอกจากพระอัลเลาฮ์ เป็นต้น)
        9.3 พระมูฮัมมัด ยังไม่เป็นผู้แทนของพระอัลเลาะฮ์ แต่เป็นผู้แทนในสุดท้ายของโลก
        9.4 ห้ามหญิงไปเยี่ยมหลุมฝังศพ
        9.5 อนุญาตให้มีพิธีสมโภชทางศาสนาได้ 4 ประการเท่านั้น
        9.6 ไม่สมโภชเพื่อเฉลิมวันเกิดของ พระมูฮัมมัด
        9.7 ใช้นิ้วนับเป็นคะแนนและในเวลาภาวนา ไม่ใช้ลูกประคำ
        9.8 ห้ามเด็ดขาดมิให้ใช้แพร ไหม เครื่องประดับทำด้วยทองคำ เงิน ยาสูบ ดนตรี ฝิ่น ของฟุ่มเฟือย ยกเว้นแต่เครื่องหอม
               และหญิง
        9.9 ลักษณะอิริยาบถของพระอัลเลาะฮ์ ให้ถือตามที่ปรากฏในกุรอานเท่านั้น
        9.10 มีความเชื่อในยิฮาด (ศาสนพลี) หรือสงครามศาสนาว่าเป็นกิจที่ไม่หมดสมัย และเป็นภารกิจของมุสลิมทุกคน
        9.11 ปฏิเสธมัสยิด ที่ทำเป็นหอคอยยอดแหลม สร้างอนุสาวรีย์ด้วยหิน หรือสิ่งใดๆในศาสนาอันไม่ปรากฏมีใช้ในปีแรกแห่ง
                การอุบัติแห่งอิสลาม

        ในที่สุดนิกายนี้ก็ตั้งไม่ติด ต้องแตกกระจายไปเพราะขัดกับพวกอาหรับด้วยกัน (ประเทศซาอุดิอารเบีย นับถือนิกายนี้) เวลานี้มุสลิมทั่วไป แม้ในประเทศคอมมิวนิสต์ มีคนนับถือมากเป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของโลก

                                                                                                                                                                  << top >>

<< หน้าก่อนหน้า                                                                         หน้าถัดไป >>

 >> ศาสนาคริสต์  >> ศาสนาอิสลาม  >> ศาสนาสิข  >> ศาสนาโซโรอัสเตอร์
 >> ศาสนาพุทธ  >> ศาสนาเชน  >> ศาสนาเต๋า  >> ศาสนาขงจื๊อ
 >> ศาสนาชินโต  >> ศาสนายิว  >> ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  
 

มหามกุฏราชวิทยาลัย Mahamakut Buddish University.All rights reserved www.mbu.ac.th
powered by e-Learning Silpakorn University