คัมภีร์
คัมภีร์ของศาสนาคริสต์เรียกว่า ไบเบิ้ล หรือ โฮลี ไบเบิ้ล(The Holy Bible) แบ่งเป็น 2 ภาค ได้แก่
1.คัมภีร์ไบเบิ้ลเก่า (The Old Testament) กล่าวถึงประวัติศาสตร์ชนชาติยิวตั้งแต่สมัยอับราฮัมจนถึงสมัยก่อนพระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องราวของศาสนายิว มีสาระสำคัญว่าด้วยกำเนิดโลก พระเจ้าสร้างโลกและบัญญัติ 10 ประการ จนถึงพระเจ้าบันดาลให้น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่เพื่อชำระล้างมนุษย์ที่ทำบาปกันมาก
2.คัมภีร์ไบเบิ้ลใหม่ (The New Testament) เป็นส่วนที่สาวกของพระเยซูเป็นผู้รวบรวมขึ้น กล่าวถึงเรื่องราวตั้งแต่พระเยซูประสูติ จนถึงจดหมายเหตุของอัครสาวกของพระเยซูบันทึกไว้ รวมทั้งหมดมี 27 คัมภีร์ แบ่งออกเป็น 4 หมวด
2.1.กอสเปต (Gospet) หรือที่เรียกว่า พระวรสาร พรรณนาถึงประวัติชีวิตและการเทศนาสั่งสอนธรรมของ
พระเยซูโดยตรง
2.2.แอกท์ (Act) หรือที่เรียกว่า พระบัญญัติ หมวดนี้กล่าวถึงกิจการต่างๆ ที่อัครสาวกของพระเยซูได้เผยแผ่
ศาสนาภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู โดยเฉพาะเป็นเรื่องกิจการเผยแผ่ศาสนาของเซนต์ปอล
2.3.อีปิสโตลารี (Epistolary) เป็นหมวดว่าด้วยจดหมายเหตุบันทึกเหตุการณ์และกิจการของเซนต์ปอล และ
ของสาวกคนอื่นอีก 7 คน มี 14 ตอน รวมทั้งการบันทึกเรื่องความเชื่อถือและการปฏิบัติประเพณีของชาวยิวใน
สมัยพระเยซูอีก 7 ตอน รวมทั้งหมด 21 ตอน
2.4.อโปการลิปติก (Apocalyptic) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หมวดเทพนิมิตว่าด้วยการแสดงตนของเทพ
หรือกาเบรียล (Gabriel) อันเกิดแก่ เซนต์จอห์นหรือโยฮัน อัครสาวกของพระเยซู
คัมภีร์เหล่านี้บันทึกด้วยภาษากรีก โดยบรรดานักปราชญ์ทางศาสนาได้รวบรวมคำสั่งสอนของพระเยซู เรื่องราวเหตุการณ์และกิจการต่างๆ ของสาวกคนสำคัญ รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อื่นๆ ไว้เป็นหลักฐาน ประมาณ พ.ศ.868
<< top >>
พิธีกรรม
1.ศีลล้างบาป (Baptism) คือ ทำพิธีล้างบาปให้แก่เด็กเกิดใหม่ หรือผู้รีตใหม่ และให้บาทหลวงตั้งชื่อทางศาสนา หรือคริสเตียนเนม ทั้งนี้เพราะมนุษย์เกิดมามีบาปติดตัวมาทุกคน ติดบาปมาจากมนุษย์คู่แรกของโลก จึงต้องทำพิธีชำระล้างบาปที่ติดมาแต่กำเนิด กระทำเพียงครั้งเดียวเมื่อเข้าเป็นคริสตศาสนิกชน
2.ศีลกำลัง (Confirmation) คือ การยืน การนอน เมื่อล้างบาปแล้วต้องไปเข้าพิธีเจิมน้ำมัน ทำรูปไม้กางเขนที่ตัวและที่แก้ม เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นคริสตศาสนิกชนที่สมบูรณ์แล้ว กระทำเพียงครั้งเดียวในชีวิต
3.ศีลแก้บาป (Confession) คือพิธีสารภาพบาป คือล้างบาปด้วยวิธีสาภาพบาปที่ตนทำไว้แก่บาทหลวง โดยสาภาพว่าตนได้ทำผิดอะไรบ้าง และสัญญาว่าจะไม่ทำผิดอีกต่อไป
4.ศีลมหาสนิท (Communion) คือวิธีวิญญาณสถิตย์ ได้แก่ พิธีที่ทำเพื่อให้วิญญาณของพระเยซูได้อยู่สนิทกับวิญญาณของตน โดยทำพิธีที่ทำเพื่อให้วิญญาณของพระเยซูได้อยู่สนิทกับวิญญาณของตน โดยทำพิธีกินขนมปังกับน้ำองุ่นที่เสกไว้ เพราะเมื่อใกล้จะถูกจับ พระเยซูได้เลี้ยงขนมปังกับน้ำองุ่นที่เสกไว้ และตรัสว่า นี่คือเลือดเนื้อของเราดังนั้น ผู้ใดกินขนมปังกับน้ำองุ่นนั้น ก็นับว่าบวชแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ผู้รับศีลนี้กินแต่ขนมปังอย่างเดียว
5.ศีลสุดท้าย (Extreme unition) พิธีล้างบาปเมื่อจวนจะตาย เพื่อชำระเศษบาปที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป และมีกำลังต่อสู้ปีศาจ ซึ่งมารบกวน โดย บาทหลวงทำ หรือเจิมน้ำมันที่ตัวผู้รับ ถ้าผู้รับเป็นบาทหลวงเจิม 7 แห่ง ถ้าเป็นฆราวาสเจิม 5 แห่ง
6.ศีลบรรพชา (Order) คือพิธีแต่งตั้งบุคลจะบวชให้เป็นบาทหลวง กระทำเพียงครั้งเดียวในชีวิต
7.ศีลสมรส (Matvimony) คือพิธีแต่งงาน บาทหลวงอ่านคัมภีร์ ถามความสมัครใจของคู่บ่าวสาวว่า จะพอใจรับฝ่ายหนึ่งเป็นสามีภรรยาหรือไม่ แล้วให้คู่บ่าวสาวจูบคัมภีร์ และประสาทพร
<< top >>
นิกาย
ในปัจจุบันนี้ ศาสนาคริสต์มีนิกายใหญ่ 3 นิกาย คือ
1.นิกายโรมันคาธอลิก นิกายนี้ถือโป๊ปที่กรุงโรมเป็นหัวหน้าโดยสืบสิทธิและหน้าที่ต่อจาก เซนต์เปโตร (ปิเตอร์) โป๊ปมีอำนาจที่จะบัญญัติบทบัญญัติต่างๆ ได้ ในปัจจุบันประเทศที่นับถือนิกายนี้ มี อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน โปรตุเกส ไอแลนด์ ลาตินอเมริกา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
2.นิกายกรีกออรโธดอกซ์ นิกายนี้มีข้อปฏิบัติคล้ายโรมันคาธอลิก เป็นแต่ไม่ยอมขึ้นกับนิกายนั้น ไม่ยอมขึ้นกับโป๊ป ไม่ถือไม้กางเขนเป็นสำคัญ ประเทศที่นับถือนิกายนี้ เช่น กรีก (รัสเซีย) ประเทศแถบทะเลบอลข่าน เช่น ยูโกสลาเวีย บุลกาเรีย เป็นต้น
3.นิกายโปรเตสแตนต์ นิกายนี้นับถือคัมภีร์ไบเบิ้ล แต่ไม่นับถือโป๊ป ไม่ถือพรหมจรรย์ (แต่งงานได้) ไม่ถือไม้กางเขนเป็นของสำคัญ ไม่นับถือพระ ประเทศที่นับถือนิกายนี้ เช่นเยอรมันเหนือ เดนมาร์ก ฮอลันดา นอรเวย์ สวีเดน อังกฤษ อเมริกา เป็นต้น
และนิกายนี้ต่อมาได้แยกออกเป็นอีกหลายนิกาย แต่ทุกนิกายปฏิบัติกิจร่วมกันได้ดังนี้
-.นิกายลูเธอร์แรน (Lutheran) นับถือหลักการของมาตินลูเธอร์อย่างเคร่งครัด ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือคอนแฟสชั่น นับถือพระเยซูองค์เดียว ขนมปังกับน้ำองุ่นที่รับประทานแล้วต้องอยู่ในสภพเดิมไม่เปลี่ยนเป็นเลือดเนื้อของพระเยซู แม้ว่าความหมายสำคัญของพระเยซูจะมีอยู่ในนั้น จะขายบัตรปลดบาป หรือจะแผ่ส่วนกุศลให้กันไม่ได้ เครื่องหมาย รูปเขียน และไม้กางเขน จะใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้
นิกายนี้นับถือกันมากในประเทศเยอรมัน สวีเดน เดนมาร์ก นอรเว ฮอลันดา อเมริกา
-.นิกายกัลวิน หรือ เพรสไบเตอร์เรียน (Calvin or Rrebyterion) นิกายนี้กัลวินชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ตั้ง มีลักษณะแปลกจากนิกายที่ 1 คือถือว่าขนมปังกับน้ำองุ่นแม้ว่าจะคงอยู่ในสภาพเดิมแต่ก็เป็นเครื่องหมายให้ระลึกถึงพระเยซู และถือศีลเพียง 2 คือ ศีลล้างบาปกับศีลมหาสนิท ส่วนอีก 5 ข้อไม่ถือ
ต่อมายอนนอกส์ นำนิกายนี้ไปประเทศที่สก๊อตแลนด์ และเรียกชื่อใหม่ว่า เพรสไบเตอร์เรียน โดยถือว่ามีเพรสไบเตอร์เรียนสูงอายุ เป็นประธานในศาสนาสืบต่อจากพระเยซู นิกายนี้เป็นนิกายประจำประเทศสก๊อตแลนด์ พวกมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน เที่ยวนำไปสอนตามที่ต่างๆ เช่นประเทศไทย และยังแยกเป็นนิกายย่อยๆ อีก 3 นิกาย แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อย
-.นิกายเอปีสโกปาล หรือ พรีเลซี่ (Prelacy) นิกายนี้คล้ายกับนิกายที่ 2 ต่างกันแต่หัวหน้านิกาย คือในนิกายนี้มีบิช็อบ หรือ สังฆนายกเป็นผู้สืบชั้นสูง แต่เพรสไบเตอร์เรียนเป็นผู้สืบชั้นรอง
-.นิกายเชอร์ซ ออฟอิงแลนด์ (Church of Englanh or Anglican church) นิกายนี้เป็นนิกายของอังกฤษ มีลักษณะคล้ายนิกายโรมันคาธอลิก ต่างกันแต่ไม่ยอมขึ้นต่อโป๊ป และไม่ปฏิบัติตามบัญญัติหรือพระสมัยที่โป๊ปตั้งขึ้นใหม่ นิกายนี้มีประมุขเป็นของตนเอง
-.นิกายคอนครีเครชั่น หรืออินดิเพ็นเดนต์ (Indepenbent) เป็นนิกายที่แยกออกมาจากนิกายที่ 4 นิกายนี้ถือว่า ฆราวาสหมู่ 1 อาจทำพิธีกรรมตามสิทธิให้สำเร็จได้ โดยมิต้องอยู่ในบังคับบัญชาของใครให้ยุ่งยาก อันเป็นเรื่องทางโลก เพราะศาสนานี้เป็นเรื่องทางใจจะมาใช้ระเบียบทางโลกมาปกครองนั้นไม่ควร
-.นิกายเวสลิมัน หรือ เมโธดิสต์ เป็นนิกายที่ยอนเวสลี เป็นผู้เริ่มคิดแยกออกจากนิกายอังกฤษ คือที่ 4 มีหัวหน้าควบคุมปกครองเป็นลำดับ ตรงกันข้ามกับนิกายคอนครีเครชั่น
-.นิกายแบพติสต์ (Baptist Church) นิกายนี้แยกออกจากจากนิกายที่ 4 เหมือนกัน หลักการในนิกายนี้ไม่แตกต่างจากนิกายที่ 2 มากนัก ไม่มีพิธีล้างบาปสำหรับเด็กใหม่ แต่มีสำหรับผู้ใหญ่ซึ่งรู้จักผิดชอบแล้ว และมีความเชื่อมั่นต่อพระเยซูแล้ว เด็กเล็กหรือคนโง่เง่าหรือคนใจบาปหยาบช้า จะให้ล้างบาปก็ไม่มีประโยชน์ จึงไม่ควรทำ การปกครองเป็นแบบนิกายที่ 5 นิกายนี้หมอสนิท บางคอแหลม นำมาสั่งสอนในเมืองไทยเป็นคนแรก
นิกายต่างๆที่กล่าวมานี้ นอกจากนิกายแองคิลกัน คือ นิกายที่ 4 ซึ่งรัฐบาลอังกฤษรับรองว่า เป็นลัทธินิกายของชาติอังกฤษกับนิกายเพรสไบเตอร์เรียน ซึ่งเป็นนิกายของสก๊อตแลนด์ แล้วนิกายอื่นมักรวมเรียกว่า นัน คอนฟอร์มิสต์ (Non-Conformist) ซึ่งมีความหมายว่า ไม่รวมกับนิกายของรัฐบาล)
-.นิกายพิวริแตน (Puritan) นิกายนี้แยกออกจากนิกายที่ 4 อีกเหมือนกัน โดยเมื่อราว 3-4 ร้อยปีมานี้ ในอังกฤษมีกฎหมายว่า ถ้าใครไม่นับถือศาสนาตามนิกายอังกฤษ คือนิกายที่ 4 จะต้องโทษจึงมีชาวอังกฤษพวกหนึ่งไม่ยอมนับถือ เพราะรังเกียจว่า นิกายอังกฤษมีหลักการคล้ายนิกายโรมันคาธอลิกของโป๊ป ชาวอังกฤษพวกนี้จึงพากันอพยพไปอเมริกา และสร้างนิกายนี้ขึ้นในอเมริกานั้น
-.นิกายแควกเกอร์ (Quaker) หรือสมาคมมิตรภาพหลักการคล้ายนิกายโปรแตสแตนต์อื่นแปลกแต่ในนิกายนี้ ไม่มีพิธีกรรมใดๆไม่ต้องมีโรงสวดหรือโบสถ์ จะใช้บ้านหรือสถานที่ใดๆ สำหรับทำการเคารพบูชาพระเจ้าได้ทั้งนั้น ไม่มีการล้างบาปโดยวิธีรับประทานขนมปังกับน้ำองุ่น ไม่มีการสาบาน ถือการปฏิบัติเพื่อความสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อ
-.นิกายยูนิตาเรียน (Unitarion) นิกายนี้ข้อสำคัญต่างจากนิกายอื่น คือ ในศาสนาคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิกานคาธอลิกหรือโปรแตสแตนต์ ตามที่กล่าวมาแล้วมีสิ่งสำคัญที่นับถืออยู่อย่างหนึ่งว่าพระเจ้ามีลักษณะเป็นตรีนิติ (Trinity) คล้ายกับตรีมูลติ คือพระเจ้าของพราหมณ์ ตรีนิติคือพระบิดา หรือพระเจ้า พระจิต หรือวิญญาณและพระบุตร หรือพระเยซู ทั้ง 3 นี้จะแยกกันมิได้ แต่พวกนิกายยูนิตาเรียนไม่ยอมรับ และพวกนี้มีความเข้าใจแยกเป็น 2 พวก คือ พวกเก่า พวกใหม่ พวกเก่าไม่ยอมรับเรื่องตรีนิติ แต่ก็เชื่อว่าพระเยซูมีลักษณะเป็นทิพย์ของพระเจ้าที่ปรากฏมาเป็นมนุษย์ และพระเจ้าได้ประทานคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ผู้รวบรวมรจนา และเชื่อว่าพระเยซูมีอิทธิปาฏิหาริย์ แต่พวกใหม่มีความเข้าใจตรงกันข้ามกับพวกเก่า คือเข้าใจว่าพระเยซูเป็นคนธรรมดา มิใช่มีส่วนอะไรกับพระเจ้า แต่เป็นผู้ทรงคุณงามความดีอันบริสุทธิ์ และมีปัญญาเป็นอัจฉริยะเท่านั้น การปาฏิหาริย์ การถ่ายบาปของมนุษย์ พระเจ้าประทานข้อความในคัมภีร์ไบเบิ้ล พระเจ้าสร้างโลก ข้อความเหล่านี้พวกใหม่ไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อ อ้างว่าขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์ และยังมีข้อเล็กน้อยอีกหลายประการที่พวกใหม่ไม่เชื่อ แต่เชื่ออยู่ว่าพระเยซูเป็นคนดี ควรเคารพบูชา และยอมปฏิบัติตามคำสอนของท่านที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเท่านั้น
-.นิกายเมอร์มอน หรือ แลตเตอร์เดสเซนต์ (Mermon or Laterdescent or The church of jesuschrist lather day saints) นิกายนี้อุบัติในอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2380 (6 เมษายน 1373) คนต้นนิกายชื่อ โยเซฟสมิท เรื่องมีอยู่ว่า โยเซฟสมิท แจ้งว่าตนได้ขุดค้นพบคัมภีร์ชื่อ เมอร์มอน โดยพระเจ้าโปรดประทานให้โมโรนิเทพนำคัมภีร์เหล่านี้ลงมาให้ คัมภีร์ทำด้วยแผ่นโลหะหลายแผ่น มีห่วงร้อย จารึกด้วยอักษรอียิปต์ โยเซฟสมิทได้ประกาศคำสอนตามคัมภีร์นี้ จนมีคนยอมรับนับถือเป็นอันมาก แต่ก็ถูกพวกอเมริกาบางพวกขัดขวางคอยรังควาน ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก จนต้องเที่ยวเร่ร่อนไปตามรัฐต่างๆ ในเมริกา ในที่สุดรัฐบาลอนุญาตให้ไปตั้งหลักฐานอยู่ในรัฐยูท่าห์
นิกายนี้อนุญาตให้ชายมีเมียได้หลายคน เพราะพระเจ้าอนุญาตทุกคนมีการกระทำเป็นจองตนเอง ใครทำความชั่วอะไรก็จะต้องได้รับการตอบสนองเอง จะไปรับถ่ายทอดจากอาดัม เอวา หาได้ไม่ ถือว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิบูชาพระเจ้าได้ตามลัทธิและศรัทธาของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีกฎข้อบังคับว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นการบังคับทางศาสนา ไม่เชื่อคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหมด เชื่อเฉพาะที่แปลออกมาแล้วเท่านั้นว่าเป็นโอวาทพระเจ้า และคัมภีร์เมอร์มอนก็เชื่อว่าเป็นโอวาทของพระเจ้าเหมือน กันเชื่อศาสดา พยากรณ์ที่มีมาแล้วทั้งหมดและเชื่อว่าความมหัศจรรย์ และการทำนายในครั้งคริสตกาลนั้นว่าเป็นความจริง แต่ที่ไม่มีหรือมีไม่ได้นั้น เพราะมนุษย์เสียความประพฤติมาก สรุปคำสอนของนิกายเมอรมอนแล้วได้ใจความดังนี้
1. เพื่อฟื้นฟูระบบการปกครองโดยพระผู้เป็นเจ้า
2. เพื่อใช้อำนาจการปกครองนี้แจกจ่ายให้แก่สมณะคือคนที่ปฏิบัติดีทั่วไป
3. มีเมียหลายคนได้ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นคนเดียว)
4. บริโภคอาหาร และสิ่งต่างๆ อย่างสำรวมตามที่ศาสดาได้ยินมาจากวาจาแห่งความฉลาด ของพระเจ้า งดเว้นน้ำชา กาแฟ
ยาสูบ สุราเมรัย อย่างเคร่งครัด
5. ออกเที่ยวเผยแผ่ศาสนาโดยสมัครใจให้กว้างขวางที่สุด
6. มนุษย์ทั้งโลกสืบตระกูลมาจากเผ่าต่างๆ ของชาวอิสราเอลอันเป็นชนของพระเจ้า
(แต่พวกนิโกรผิวดำดูเหมือนจะไม่ใช่)
พวกเมอร์มอนไม่สร้าง Church หรือโรงสวด ไม่สร้างมหาวิหารที่เรียกว่า Cathedral แต่สร้างเทวสถานใหญ่โตที่เรียกว่า Temple
<< top >>