หลักธรรม
หลักตรีเอกานุภาพ (Trinity) คือให้ยึดมั่น และเคารพบูชาองค์ 3 ได้แก่
1.พระยะโฮวา (พระบิดา)
2.พระบุตร (พระเยซู)
3.พระจิต (วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาและพระบุตรมารวมกัน)
ตรีเอกานุภาพ หมายถึง อานุภาพแห่งพระเจ้าในฐานะทั้ง 3 คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต
หลักการแห่งความรัก พระเยซูทรงเน้นไว้ในปัจฉิมโอวาทก่อนสิ้นพระชนม์ว่า หลักใหญ่และสำคัญที่สุดในคำสอนของพระองค์ คือ ความรัก ทรงกล่าวว่า ความรักเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทองและทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลก และทรงสอนต่อว่า จงรักพระเจ้า รักครอบครัว รักเพื่อนบ้าน และรักเพื่อนมนุษย์ แล้วจะได้รับความรักจากโลกเป็นสิ่งตอบแทน
อาณาจักรแห่งพระเจ้า คือ สรวงสวรรค์สถานที่ซึ่งผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระเจ้าอย่างแท้จริง และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์เท่านั้น จะมีโอกาสขึ้นไปรวมกรับพระองค์ ณ ที่นั้นไม่มีร้อน ไม่มีหนาว ไม่มีกลางวัน กลางคืน ไม่มีกาลเวลา ไม่ต้องกินอาหาร (อิ่มทิพย์) ไม่มีเกิด แก่ เจ็บ และตาย มีแต่ความร่มรื่นและสุขสงบเรียกว่า ชีวิตนิรันดร
<< top >>
จริยศาสตร์
จริยศาสตร์ในคริสตศาสนาก็คือบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งตามคัมภีร์กล่าวว่าโมเสสได้รับมาจากพระเจ้าหรือพระยะโฮวาบนยอดเขาซีนาย
บัญญัติ 10 ประการ
1.อย่าได้มีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเรา (พระยะโฮวา) เลย
2.อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นสัณฐานรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าอากาศเบื้องต้น หรือซึ่งมีอยู่ที่แผ่นดินเบื้องล่าง หรือ
ซึ่งมีอยู่ใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้ หรือปฏิบัติรูปเหล่านั้น ด้วยเรายะโฮวาพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าหวงแหน ให้โทษของ
บิดาที่ชังเรา (ยะโฮวา) นั้น ติดเนื่องจนถึงลูกหลานกระทั่งสามสี่ชั่วอายุคน แต่แสดงความกรุณาแก่ผู้รักเราและรักษาบัญญัติ
ของเราถึงหลายพันชั่วอายุคน
3.อย่าออกนามยะโฮวา พระเจ้าของเจ้าเปล่าๆ ด้วยผู้ที่ออกนามของพระองค์เล่นเปล่าๆ นั้น ยะโฮวาจะไม่ปรับโทษหามิได้
4.จงนับถือวันซะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ตามคำยะโฮวา พระเจ้าของเจ้าได้ตรัสสั่งไว้แก่เจ้า จงทำการงานของเจ้าให้สำเร็จ
ในระหว่างหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้น เป็นซะบาโตของยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการสิ่งใดๆ คือเจ้าเองหรือ
บุตราบุตรีของเจ้าหรือทาสาทาสีของเจ้า หรือตัวโคของเจ้าหรือตัวลาของเจ้า หรือบรรดาสัตว์ใช้ของเจ้า จงระลึกว่าเจ้าเป็น
ทาสในประเทศอายฆุปโต (อียิปต์) และยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า ได้พาเจ้าออกมาจากที่นั่นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และด้วย
พระกรเหยียดออกนั้น เหตุฉะนี้ ยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า (จึง) ได้บัญชาสั่งให้เจ้ารักษาวันซะบาโตนั้น
5.จงนับถือบิดามารดาของตน ตามคำยะโฮวาตรัสสั่งนั้น เพื่อเจ้าจะมีชีวิตยืนนาน และจำเริญอยู่บนแผ่นดินซึ่งยะโฮวาพระเจ้า
ของเจ้าประทานให้แก่เจ้า
6.อย่าฆ่าคน
7.อย่าล่วงประเวณี สามีภรรยา
8.อย่าลักทรัพย์
9.อย่าเป็นพยานกล่าวความเท็จต่อเพื่อนบ้าน
10.อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน อย่าโลภเรือนของเพื่อนบ้านหรือไร่นาของเขา หรือทาสาของเขาหรือทาสีของเขาตัวโค
หรือตัวลาของเขา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นของเพื่อนบ้าน
นอกจากนั้นยังมีพระบัญญัติอื่นๆ อีก ซึ่งพระยะโฮวาตรัสสั่งโมเสสให้นำมาบอกเพื่อเป็นข้อปฏิบัติโดยเคร่งครัด เช่น
1.เจ้าทั้งหลายอย่าข่มขี่ลูกจ้างที่เป็นผู้ยากจนซึ่งเป็นพวกพ้องพี่น้องของเจ้า หรือคนต่างชาติซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแดนแผ่นดินของเจ้า พอถ้วนวันที่ทำการนั้น เจ้าจงให้ค่าจ้างเขาก่อนตะวันตก (เพราะเขาเป็นคนจน และหวังใจในค่าจ้างนั้น) กลัวเขาจะฟ้องร้องต่อพระยะโฮวา พระเจ้าของเจ้า และจะเป็นความบาปแก่เจ้า
(พระบัญญัติ 24:15)
2.ถ้ามีรังนกอยู่ตรงหน้าเจ้า ในหนทางที่ต้นไม้หรือดินมีลูกหรือไม่มีไข่ และแม่นกยังกกอยู่เจ้าอย่าเอาแม่นกกับนกไปเสีย แต่แม่นกนั้นจงปล่อยไปเสียทีเดียว แล้วลูกนกนั้นจะเอามาไว้ก็ได้ เพื่อเจ้าทั้งหลายจะมีความจำเริญและมีอายุยืนนาน
3.เจ้าทั้งหลายอย่าเห็นแก่หน้าผู้ใดในการพิพากษา จงฟังท่านผู้ใหญ่ผู้น้อยเหมือนกันเจ้าทั้งหลายอย่ากลัวผู้ใด เพราะการพิพากษานั้นเป็นการของพระเจ้า
(พระบัญญัติ 22:6)
4.ถ้าพี่น้องของเจ้ามายืมของเจ้า อย่าได้คิดเอาดอกเบี้ย จะยืมเงินทอง หรือเครื่องกระยาหาร สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก้อย่าคิดเอาดอกเบี้ยจากเขา แต่คนต่างชาติยืมของของเจ้า ก็คิดเอาดอกเบี้ยได้ แต่พี่น้องของเจ้า อย่าคิดเอาดอกเบี้ยเขาเลย
(พระบัญญัติ 23:19,20)
5.วิบัติแก่คนที่แก่กล้าในการดื่มเหล้าและพวกที่อวดเก่งในการผสมเหล้าอย่างแรง และแก่พวกที่รับสินบนปล่อยสินบนปล่อยคนชั่ว และรับสิทธิไปเสียจากคนชอบธรรม
(ยะซายา 5:22,23)
6.ผู้ใดที่ใส่ใจในพวกคนจนก็ได้รับพรพระยะโฮวาจะทรงช่วยผู้นั้นให้พ้นภัยในวันร้าย
(บทเพลงสรรเสริญ หรือ Psalm 40:1)
7.จงเกรงกลัวพระยะโฮวา พระเจ้าของเจ้าจงปฏิบัติและนับถือพรองค์ จงสาบานด้วยพระนามของพระองค์
(พระบัญญัติ 10:20)
8.อย่าแก้แค้นหรือผูกพยาบาทผู้หนึ่งผู้ใด แต่จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง19
(เลวีติโก 19:18)
9.เจ้าทั้งหลายอย่าทำตะกร้าใส่ปากวัวเมื่อนวดข้าวอยู่
(พระบัญญัติ 25:4)
10.เจ้าทั้งหลายอย่ากินของอันเป็นมลพิษ สัตว์เหล่านี้เจ้าทั้งหลายกินได้คือ โค แกะ แพะ เนื้อแพะป่า เนื้อกวาง เนื้อสมัน เนื้อทรายและเลียงผา และสัตว์ทั้งปวงที่แยกกีบออกเป็น 2 และเคี้ยวเอื้อง หรือมีกีบแยกออกที่กินไม่ได้คือ อูฐ กระต่าย และเลียงผา ด้วยสัตว์เหล่านี้เคี้ยวเอื้องได้ แต่ไม่มีกีบแยกออกเป็น 2 มันเป็นสัตว์ไม่สะอาดแก่เจ้าทั้งหลายและหมูด้วยเพราะหมูมีกีบแยกออกเป็น 2 แต่ไม่ได้เคี้ยวเอื้อง มันจึงเป็นสัตว์ไม่สะอาดแก่เจ้าทั้งหลาย เจ้าทั้งหลายอย่าได้กินเนื้อ หรืออย่าถูกต้องซากสัตว์เหล่านี้เลย
(พระบัญญัติ 14:3-8)
11.สัตว์ทั้งปวงที่อยู่ในน้ำที่กินได้ คือบรรดาสัตว์ที่มีครีบและเกล็ด เจ้าทั้งหลายกินได้ แต่สัตว์ทั้งปวงที่ไม่มีครีบและเกล็ดเจ้าทั้งหลายกินไม่ได้ มันเป็นสัตว์ไม่สะอาดแก่เจ้าทั้งหลาย
(พระบัญญัติ 14:9-10)
12.นกทั้งปวงที่สะอาดเจ้าทั้งหลายกินได้ แต่นกเหล่านี้เจ้ากินไม่ได้ คือ นกอินทรี นกตะกรุม นกเหยี่ยว นกกา นกแร้ง ฯลฯ ค้างคาว ตามเพศพันธุ์เหล่านั้น และสัตว์ทั้งปวงที่มีปีก แต่คลานไปนั้นเป็นสัตว์ไม่สะอาดแก่เจ้าทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้เจ้าทั้งหลายอย่าได้กินเลย นกที่สะอาดเจ้าทั้งหลายกินได้
(พระบัญญัติ 14:11-20)
13.เจ้าทั้งหลายอย่ากินเนื้อสัตว์ที่ตายเอง แต่สัตว์ที่ตายเองนั้น เจ้าทั้งหลายให้แก่คนแขกเมืองให้เขากินหรือขายให้แก่ชาวประเทศอื่นก็ได้
(พระบัญญัติ 14:21)
14.แต่เจ้าทั้งหลายอย่าได้กินเลือดสัตว์เลยเลือดนั้น จงเทให้ไหลลงบนดินดุจน้ำเถิด
(พระบัญญัติ 12:16)
จริยศาสตร์ของคริสตศาสนาในคัมภีร์ใหม่
จริยศาสตร์ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์ใหม่ตามบันทึกต่างๆ ของสาวกพระเยซูว่า พระเยซูได้กล่าวไว้แก่ผู้ฟังคำสอน
1.ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูและอวยพรแก่ผู้ที่ซึ่งแช่งด่าท่าน จงทำคุณแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน และจงขอพรให้แก่ผู้ที่ประทุษร้ายเคี่ยวเข็ญท่านเพื่อท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์
(มัดธาย 7:1-5)
2.อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อเขาจะไม่กล่าวโทษท่านเพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร เขาจะ กล่าวโทษท่านอย่างนั้นและท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด เขาจะตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่านท่านก็ไม่รู้สึก? หรือท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของท่าน ในขณะที่ไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาของท่านออกจากตาของเจ้าก่อน แล้วเจ้าจะเห็นได้ถนัด เพื่อที่จะเขี่ยออกจากตาพี่น้องของเจ้าได้
(มัดธาย 7:1-5)
3.ผู้ใดตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง จงหันอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย และผู้ใดแย่งเอาเสื้อคลุมของท่านไป (ถ้าเขาจะเอาเสื้อธรรมดาด้วย) ก็อย่าดึงไว้จากเขา จงให้แก่ทุกคนที่ขอจากท่าน และถ้าใครเอาของของท่านไป ก็อย่าทวงคืน ท่านทั้งหลายปรารถนาจะให้เขาทำแก่ท่านอย่างไรท่านทั้งหลายจงกระทำอย่างนั้นแก่เขาเหมือนกัน
(ลูกา 6:29-31)
<< top >>