คัมภีร์
คัมภีร์พระเวท
คัมภีร์พระเวท เป็นคัมภีร์ที่ประมวลความรู้ต่างๆ อันเป็นความรู้ทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้แก่บทสรรเสริญ บทสวดอ้อนวอนพิธีกรรมเพื่อการบูชายัญ เวทมนต์คาถา และกวีนิพนธ์อันไพเราะเกี่ยวกับธรรมชาติ
ชาวอารยันเมื่อได้ครอบครองอินเดียอย่างมั่นคงแล้ว ได้รวบรวม คัมภีร์พระเวท ตามความเชื่อในศาสนาของพวกตน คำว่า เวทะ หรือ เวท แปลว่า ความรู้ อันหมายถึงความรู้ที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นตำรา แต่เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นเอง เป็นทิพย์ที่ออกมาจากพระพรหม ความรู้หรือเวทะเกิดขึ้นได้ 2 ทาง ดังนี้
1. ศรุติ การได้ยินได้ฟัง หมายถึง การได้ยินเสียงที่เป็นทิพย์ ผู้ที่จะได้ยินเสียงทิพย์ คือ ฤษีผู้ศักดิ์สิทธิ์ พวกฤษีทั้งได้เห็นและทั้งได้ยินพระเวท เมื่อได้ยินแล้วจดจำไว้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น พระเวททั้ง 4
2. สมฤติ เป็นคัมภีร์ที่แต่งเพิ่มเติมภายหลัง เพื่ออธิบายความหรือประกอบพระเวทตลอดจนเรื่องที่อ้างว่าได้จดจำมาจากคำบอกเล่าต่อกันมา เช่น คัมภีร์ธรรมศาสตร์ คัมภีร์อิติทาส และคัมภีร์ปุราณะ เป็นต้น ความรู้ หรือเวทะ ที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีร์ไตรเวท
คัมภีร์พระเวทเดิม ได้แก่ ฤคเวท ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนังสือที่เก่าแก่ที่สุด ต่อมาพวกพราหมณ์ผู้มีหน้าที่ทำพิธีต่างๆ ได้คิดนำบทสวดต่างๆ ในคัมภีร์ฤคเวทมารวมไว้เป็นหมวดๆ เพื่อให้สะดวกแก่การค้น จึงได้เกิดมี ยชุรเวท และสามเวท ขึ้นตามลำดับ คัมภีร์พระเวทจึงหมายรวมทั้ง 3 คัมภีร์ และเรียกชื่อว่า ไตรเวท และหลังจากนี้ไปเป็นเวลาหลายร้อยปี พวกพราหมณ์ได้แต่งคัมภีร์ขึ้นมาอีกเล่มหนึ่งเรียกว่า อถรรพเวท รวมกันกับคัมภีร์เก่าเป็น 4 คัมภีร์ แต่คงเรียกรวมกันว่า ไตรเวท เหมือนเดิม
คัมภีร์ไตรเวท มีอยู่ 4 คัมภีร์ ดังนี้
ั1. คัมภีร์ฤคเวท (Rig Veda) เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยการสวดสรรเสริญและอ้อนวอนเทพเจ้าต่างๆ
2. คัมภีร์ยชุรเวท (Yajur Veda) เป็นคู่มือพิธีกรรมของพราหมณ์ เป็นบทร้อยแก้ว อธิบายวิธีประกอบพิธีกรรมและบวงสรวง
3. คัมภีร์สามเวท (Sama Veda) เป็นคัมภีร์รวบรวมบทสวดมนต์ โดยนำมาจากฤคเวทเป็นส่วนมาก แต่งขึ้นใหม่มีประมาณ 78 บท ใช้สำหรับสวดในพิธีถวายน้ำโสมและขับกล่อมเทพเจ้า
4. คัมภีร์อถรรพเวท (Athava Veda) เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นใหม่ในปลายสมัยพราหมณ์ เป็นคาถาอาคม มนต์ขลังศักดิ์ศิทธิ์ สำหรับทำพิธีขับไล่เสนียดจัญไร และอัปมงคลให้กลับมาเป็นสวัสดิมงคล นำความชั่วร้ายไปบังเกิดแก่ศัตรู
คัมภีร์ทั้ง 4 นี้ องค์ประกอบเหมือนกัน 4 หมวด ต่อไปนี้
1. มันตระ เป็นหมวดที่รวบรวมมนต์ต่างๆ สำหรับเป็นบทบริกรรมและขับกล่อมอ้อนวอน สดุดีเทพเจ้า เนื่องในพิธีกรรม
บวงสรวง ทำพลีกรรมบูชา
2. พราหมณะ หมวดนี้เป็นบทร้อยแก้วหรือเรียงความ อธิบายระเบียบการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ไว้อย่างละเอียด
3. อารัญญกะ เป็นบทร้อยแก้ว ใช้เป็นตำราคู่มือการปฏิบัติของพราหมณ์ผู้ประสงค์ดำเนินตนเป็นวานปรัสถ์ ชฏิลหรือ
ปริพาชก เพื่อหาความสุขสงบ ตัดความกังวลจากการอยู่ครองเรือน
4. อุปนิษัท เป็นคัมภีร์ที่มีแนวคิดทางปรัชญาอย่างลึกซึ้ง เป็นตอนสุดท้ายแห่งพระเวท คัมภีร์นี้เน้นเรื่องอาตมัน เทพเจ้า โลก และมนุษย์ ถือว่าเป็นคัมภีร์เล่มสุดท้ายของการศึกษา เป็นบทสนทนาโต้ตอบ ได้อธิบายถึงธรรมชาติและจักวาล วิญญาณของมนุษย์ การเวียนว่ายตายเกิด กฎแห่งกรรม และหลักปฏิบัติ ปรัชญาสังคม ซึ่งเป็นการอธิบายสาระสำคัญของคัมภีร์พระเวททั้งหมด ดังนี้
1) ปรมาตมัน คือ วิญญาณดั้งเดิมหรือความเจริญสูงสุดของโลกและชีวิต หรือจักรวาล ซึ่งเรียกว่า พรหมัน สรรพสิ่งมาจากพรหมัน และในที่สุดก็จะกลับคืนสู่ความเป็นเอกภาพกับพรหมัน ปรมาตกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน
2) อาตมันหรือชีวาตมัน เป็นส่วนอัตตาย่อย หรือวิญญาณย่อย ซึ่งปรากฏแยกออกมาอยู่ในแต่ละคน ดังนั้นการที่อาตมัน หรือชีวาตมันย่อยนี้เข้าไปรวมกับพรหมัน หรือ ปรมาตมันได้จึงจะพ้นจากทุกข์ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
3) เรื่องกรรม การที่ชีวาตมันจะกลับคืนสู่พรหมันเป็นเอกภาพอมตะได้นั้น ผู้นั้นจะต้องบำเพ็ญเพียรทำกรรมดีและประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่เรียกว่า โยคะ คือ กรรมโยคะ ทำกรรมดี ภักติโยคะ มีความภักดีในเทพเจ้า และชญานโยคะ การศึกษาจนเข้าใจพระเวทอย่างถูกต้อง
ปรมาตมัน คือ พรหมัน แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ อปรพรหมัน ความเจริญสูงสุด (Ultimate Reality) และปรพรหมัน คือ ความจริงขั้นเทพเจ้าสูงสุด (Superme Being) คำสอนในคัมภีร์อุปนิษัท ทำให้ศาสนาพราหมณ์เป็นเอกนิยม (Monism) เชื่อว่าสรรพสิ่งมาจากหนึ่งและจะกลับไปสู่ความเป็นหนึ่ง หลังจากคัมภีร์อุปนิษัทได้พัฒนาจนถึงขีดสุด ทำให้เกิดลัทธิปรัชญาอีก 6 สำนัก ดังต่อไปนี้
1. นยายะ เจ้าลัทธิคือ โคตมะ
2. ไวเศษิกะ เจ้าลัทธิคือ กนาทะ
3. สางขยะเ จ้าลัทธิคือ กปิละ
4. โยคะ เจ้าลัทธิคือ ปตัญชลี
5. มีมางสาหรือปูรวมีมางสา เจ้าลัทธิคือ ไชมินิ
6. เวทานตะหรืออุตตรมีมางสา เจ้าลัทธิคือ พาทรายณะหรือวยาส
1. ลัทธินยายะ
นยายะ แปลว่า การนำไป คือนำไปสู่การพิจารณา สอบสวน อย่างละเอียดถี่ถ้วนหรือวิธีการหาความจริง ซึ่งอาศัยหลักตรรกวิทยา เพราะเหตุนี้ชื่อเรียกสำหรับลัทธินยายะจึงมีหลายอย่าง เช่น ตรรกวิทยาบ้าง วิชาว่าด้วยวาทะบ้าง โคตมะ ผู้เป็นเจ้าของลัทธินี้เกิดประมาณ 550 ปี ก่อนค.ศ. หรือก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ประมาณ 7 ปี วิธีที่จะได้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักของลัทธินยายะนั้นมีอยู่ 16 ประการ เช่น
1. ประมาณ วิธีให้เกิดความรู้ชอบ 2.ประเมยะ เรื่องที่จะพึงรู้ 3.สังสะยะ ความสงสัย เป็นต้น
1) ประมาณ หรือวิธีให้เกิดความรู้ชอบนั้นมี 4 อย่าง คือ 1. การรู้ประจักษ์ 2. การอนุมาน หรือคาดคะเน 3. การเปรียบเทียบ 4. บรรยายถ้อยคำ
2) ประเมยะ เรื่องที่พึงรู้ชอบมี 12 อย่าง คือ 1. อาตมัน 2. สรีระ 3. อนินทรีย์ 4. อรรถ 5. พุทธิ 6. มนะ 7. พฤติกรรม 8. โทษ 9. การเกิดอีก (หลังตายไปแล้ว) 10. ผลแห่งความดีความชั่ว 11. ความทุกข์ 12. ความหลุดพ้น
2. ลัทธิไวเศษิกะ
คำว่า ไวเศษิกะ คือ วิเศษ หมายถึง ลักษณะที่ทำให้สิ่งหนึ่งต่างไปจากอีกสิ่งหนึ่งท่านกณาทะ ผู้ตั้งลัทธินี้ เกิดในศตวรรษที่ 3 ก่อนศริสต์ศักราช ลัทธินี้สอนเพื่อความหลุดพ้นในการหลุดพ้นนั้น การรู้อาตมันได้อย่างแจ่มแจ้งเป็นวิธีการสำคัญยิ่ง
ลัทธินี้ใช้วิธีตรรกวิทยา คือสิ่งที่มีอยู่จริงชั่วนิรันดร มีอยู่ 9 อย่าง คือ 1. ดิน 2. น้ำ 3. ไฟ 4. ลม 5. อากาศ 6. กาละ 7. ทิศ 8. อาตมัน 9. ใจ ด้วยการรวมตัวของสิ่งเหล่านี้ สิ่งอื่นๆย่อมเกิดขึ้นมากมาย
3. ลัทธิสางขยะ
ลัทธิสางขยะนี้ ถือว่าเป็นปรัชญาฮินดู ที่เก่าแก่ที่สุด เพราะนับเป็นครั้งแรกทีได้มีการพยายามทำให้ปรัชญาของพระเวทกลมกลืนกับเหตุผล ฤษีกปิละ เป็นผู้แต่งคัมภีร์แห่งลัทธินี้ท่านเกิดในสมัยศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า
คำว่า สางขยะ แปลว่า การนับหรือจำนวน กล่าวถึงความจริงแท้ 25 ประการย่อลงเป็น 2 คือ บุรุษ ได้แก่ อาตมัน หรือวิญญาณสากล และประกฤติ (ปกติ) คือสิ่งที่เป็นเนื้อหาหรือต้นกำเนิดของสิ่งทั้งหลาย
ความมุ่งหมายของลัทธินี้ เพื่อสร้างปัญญาให้เกิดเพื่อทำลายเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง และปลดเปลื้องอาตมันออกจาสิ่งผูกพัน ความทุกข์ในความหมายของลัทธินี้แบ่งออกเป็น 3 ประการ ดังนี้
1.ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากเหตุภายใน เช่น ความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ
2.ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอก เช่น มนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งไม่มีชีวิตอื่นๆ
3.ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากเหตุนอกอำนาจ หรือเหนือธรรมชาติ เช่น บรรยากาศ ดาวพระเคราะห์
การแก้ทุกข์เหล่านี้ ต้องใช้ปัญญาที่สามารถปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่งผูกพัน
โดยหลักการแล้ว ลัทธินี้เป็นอเทวนิยม ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก เป็นทวินิยม คือ เชื่อว่า ของจริงมีอยู่ 2 อย่าง คือ 1. อาตมัน 2. เนื้อหาของสิ่งที่เข้ามาผสมกับอาตมัน
4. ลัทธิโยคะ
ลัทธิโยคะ คำว่า โยคะ เป็นศาสตร์เดิมที่มีมานานแล้ว ปตัญชลี เป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงขึ้น ท่านจึงได้รับเกียรติว่าเป็นผู้ตั้งลัทธิโยคะ ประมาณ 3 หรือ 4 ศตวรรษก่อน ค.ศ. โยคตะ แปลว่า การประกอบหรือการลงมือทำให้เกิดผล ลัทธินี้อาศัยปรัชญาของสางขยะเป็นฐานจุดหมาย คือจะช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นออกจากความทุกข์ 3 ประการดังกล่าวในลัทธิสางขยะ คือ
1) ในการทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งเกิดจากเหตุภายใน เช่น โรคภัยไข้เจ็บหรือ ความประพฤติผิด ต้องพยายามให้บรรลุความไม่ยึดถือโลก โดยไม่จำเป็นต้องแยกตัวออกจากโลก
2) ในการทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งเกิดจากเหตุภายนอก เช่น สัตว์ร้าย หรือโจรผู้ร้าย เป็นต้น พึงสำรวมจิตใจให้บริสุทธิ์ สะอาด
3) ในการทำให้หลุดพ้นจากเหตุนอกอำนาจ หรือเหนือธรรมชาติ เช่น ธาตุ หรือ อำนาจอันเร้นลับละเอียดอ่อน พึงบำเพ็ญสมาธิ ซึ่งเป็นจุดประสงค์อันแท้จริงของลัทธินี้
โยคีหรือผู้บำเพ็ญโยคะ ย่อมพยายามที่จะเป็นผู้หลุดพ้นจากวงกลมแห่งชีวิตและความตายอย่างเด็ดขาด โดยพิจารณาเห็นธรรมชาติว่าเป็นพลังอันเดียว แต่ทำงานสองแง่ คือจากภายนอก พลังงานนี้พยายามที่จะแยกสิ่งทั้งหลายออกจากกัน ที่เรียกว่าความตาย จากภายในพลังงานนี้พยายามที่จะรวมสิ่งทั้งหลายเข้าด้วยกันที่เรียกว่า ชีวิต การบำเพ็ญโยคะก็เพื่อรวมพลังงาน 2 อย่างนี้เข้าด้วยกัน โยคะวางกฎสำหรับปฏิบัติและวางพิธีเพื่อควบคุม หรือสำรวมระวังจิตของแต่ละบุคคลที่เรียกว่า ชีวะ จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตใจสากลที่เรียกว่า ปุรุษะ เมื่อชีวะบรรลุถึงสภาพดั้งเดิมของตนคือ ปุรุษะ ก็ชื่อว่า เป็นอิสระ หรือหลุดพ้นจากสถานการณ์ทั้งปวงแห่งพายุและความสงบ ความสุข ความทุกข์ และชื่อว่า พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
คำว่า โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิโยคะ ใช้สำหรับรวมความหมายที่เนื่องด้วยพระเป็นเจ้า แล้วกล่าวซ้ำๆ กันเพื่อให้เกิดความรู้ถึงสิ่งสูงสุด และเพื่อป้องกันอุปสรรคในการบำเพ็ญโยคะ
อุบายวิธีในการบำเพ็ญโยคะ มี 8 ประการ ดังนี้
1) ยมะ สำรวมความประพฤติ
2) นิยมะ การบำเพ็ญข้อวัตรทางศาสนา
3) อาสนะ ท่านั่งที่ถูกต้อง
4) ปราณายามะ การบังคับลมหายใจไปในทางที่ต้องการ
5) ปรัตยาหาระ การสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย
6) ธารณา การทำใจให้มั่นคง
7) ธยานะ การเพ่ง
8) สมาธิ การทำใจให้แน่วแน่ ตั้งมั่นอย่างลึกซึ้ง
5. ลัทธิมีมางสา
คำว่า มีมางสา แปลว่า พิจารณา สอบสวน หมายถึง พิจารณาสอบสวนพระเวทได้แก่ สอบสวนมันตระกับพราหมณะ ไชมินิ ผู้แต่งคัมภีร์มีมางสูตร เกิดขึ้นสมัยระหว่าง 600-200 ปี ก่อน ค.ศ.
ความมุ่งหมายของลัทธิมีมางสา คือ สอบสวนถึงธรรมชาติแห่งหารกระทำที่ถูกต้องซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า ธรรม ข้อเสนออันเป็นฐานของลัทธิมีอยู่ว่า หน้าที่หรือการกระทำเป็นสาระอันสำคัญยิ่งของความเป็นมนุษย์ ถ้าไม่มีการทำปัญญาก็ไม่มีผล ถ้าไม่มีการกระทำ ความสุขก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีการกระทำจุดหมายปลายทางของมนุษย์ก็ไม่มีทางจะทำให้สมบูรณ์ได้เพราะฉะนั้นการกระทำที่ถูกต้อง ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า ธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นในเบื้องต้นของชีวิต
การกระทำทุกอย่างมีผล 2 ทาง คือ ผลภายนอกกับผลภายใน ผลภายนอกเป็นผลหยาบ เป็นสิ่งที่แสดงตัวออกมา ผลภายในเป็นผลละเอียดขุม เป็นสิ่งที่เรียกว่า ศักยะ คือยังไม่แสดงตัว แต่อาจให้ผลได้เหมือนนาฬิกาที่ไขลานไว้ ย่อมมีกำลังงานสะสมพร้อมที่จะแสดงผลออกมา
ผลภายนอกเป็นของชั่วคราว ผลภายในเป็นของชั่วนิรันดร เพราะฉะนั้น การกระทำทั้งหลาย จึงเท่ากับเป็นการปลูกพืชในอนาคต
ในข้อเสนอขั้นมูลฐานนี้ ลัทธิมีมางสาสอบสวนถึงการกระทำหรือกรรมทั้งปวงอันปรากฏในพระเวท แล้วพระเวทออกเป็น 2 ส่วน คือ มันตระ กับพราหมณะ ครั้นแล้วได้จัดประเภทไว้ 5 หัวข้อ ดังนี้
1) วิธี ระเบียบ วิธี
2) มันตระ หรือบทสวด
3) นามเธยะ ชื่อ
4) นิเสธะ ข้อหาม
5) อรรถวาทะ คำอธิบายความหมาย หรือเนื้อความ
6. ลัทธิเวทานตะ
ลัทธิเวทานะ สอบสวนถึงส่วนสุดท้ายของพระเวท จึงมีรากฐานตั้งอยู่บนปรัชญาของอุปนิษัท ซึ่งเป็นที่สุดแห่งพระเวท และมีหลักการส่วนใหญ่ว่าด้วยเรื่องญาณ หรือปัญญาอันสอบสวนถึงความจริงขั้นสุดท้าย เกี่ยวกับปุรุษะหรือพระพรหม
ผู้เรียบเรียงคัมภีร์เวทานะ คือ พาทรายณะ กล่าวกันว่าท่านเป็นอาจารย์ของท่านไชมินิ ผู้ตั้งลัทธิมีมางสา พาทรายณะอยู่ในสมัยระหว่าง 600-200 ปี ก่อนค.ศ.
ในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางของลัทธินี้ มีหลักการอยู่ 4 ข้อ ดังนี้
1) วิเวกะ ความสงัดหรือความไม่เกี่ยวในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ระหว่างสิ่งอันเป็นนิรันดรกับมิใช่นิรันดร ระหว่างสิ่งแท้กับสิ่งไม่แท้
2) ปราศจากราคะ คือไม่มีความกำหนัดยินดี หรือความติดใจ ความต้องการ เช่น ความปรารถนาที่จะอภิรมย์ในผลแห่งการกระทำ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
3) สลัมปัต ความประพฤติชอบ ซึ่งแจกออกอีกหลายอย่าง เช่น สมะ ความสงบ ทมะ การฝึกตน อุปรติ มีใจกว้างขวาง ไม่ติด ลัทธินิกาย ติติกษา ความอดทน ศรัทธา ความเชื่อ สมาธานะ ความตั้งมั่นสมดุลแห่งจิตใจ
4) มุมุกษุตวะ ความปรารถนาที่ชอบ เพื่อจะรู้ความจริงขั้นสุดท้าย และเพื่อความหลุดพ้น
นอกจากนั้นยังมีคัมภีร์และลัทธิเกิดขึ้นจากอีกมากมายได้แก่
ศรีศังกราจารย์ เจ้าลัทธิผู้นี้เป็นคนพ.ศ.1331-1363 เป็นพราหมณ์แคว้นมัลพระ แสดงหลักว่า ตัวเองอาจหลอกตัวเองได้ เช่นเดียวกับความจำอาจลืมได้ สภาพที่ตื่นกับหลับไม่ต่างกัน สิ่งที่เห็นในเวลาตื่นไม่ได้เห็นจริงยิ่งไปกว่าเวลาหลับฝันเห็น แม้คนมีความสงสัยแต่ก็ยังยอมรับว่ามีบางสิ่งอยู่เหนือความสงสัย คือย่อมเชื่อไว้บ้าง จะสงสัยทั้งหมดไม่ได้ คนเชื่อว่ามีตัวตน แม้ไม่รู้ว่าตัวตนอยู่ที่ไหนแต่ก็นึกว่ามี ต้องเข้าใจว่าร่างกายตนไม่ใช่สิ่งเดียวกันตนนั้นคือ อาตมัน อันเป็นต่างหากจากร่างกาย อันแท้จริงกับความจริงที่มองเห็นนั้นยังไม่เป็นความจริงที่สมบูรณ์ และทุกสิ่งย่อมมีรากฐานมาจากรากฐานนั้นคือ พรหม สิ่งต่างๆที่เป็นเหตุมาจากให้เกิดความเข้าใจผิดอันไม่สามารถบันลุโมกษะได้ หนทางที่บรรลุโมกษะได้มีวิธีเดียวคือความรู้จริงสิ้นสงสัยในพรหม ท่านผู้นี้เป็นผู้แต่ง อรรถกถา คือขายความในคัมภีร์เวทานตะและภควัคคีตา
รามานุชาจารย์ เจ้าลัทธิผู้นี้ให้หลักว่า การที่เราเชื่อในพรหมเพราะความรู้ของเรายังไม่สมบูรณ์ ที่จะมีความรู้สมบูรณ์ ต้องมีความเข้าใจและมีความรู้ในพรหมสมบูรณ์ เหตุมิได้ยังผลใหม่ให้เกิด เหตุเป็นตัวแต่ตัวแปรของผลหรือสิ่งนั้นๆซึ่งมีอยู่แล้วเท่านั้น พระพรหมมิใช่ผู้สร้าง แต่เป็นตัวแปรอาตมันของคน เมื่อถึงโมกษแล้วย่อมเข้าถึงพระพรหมจริง แต่มิใช่ไปร่วมกับพรหม ซึ่งเป็นปรมาตมัน และจะอยู่ในอาการรักษาลักษณะส่วนตัว
มัธวาจารย์ เจ้าลัทธิผู้นี้มีหลักคือ ไม่ยอมรับอาตมันเข้าไปรวมกับปรมาตมัน คือพรหม พรหมกับอาตมันอยู่แยกกัน พรหมเป็นแต่ผู้ควบคุมอาตมันเท่านั้น ไม่ใช่ผู้สร้าง ไม่ใช่ผู้ทำลาย
ลัทธิภักดี เริ่มมีเมื่อราวพ.ศ.1200-1740 หลักการของลัทธินี้ คือ การบูชาพระภคราวานด้วยความภักดี ภควานได้แก่เทพเจ้าชั้นสูงผู้ควรบูชา เช่น พระวิษณุ พระศิวะ เป็นต้น ผู้บูชาเรียกว่า ภักตะ การภักดีนั้นคือ นับถือด้วยความมอบกายถวายชีวิต โดยมิได้หวังสิ่งตอบแทน ผู้ภักดีต้องประกอบด้วยองค์ 5 คือ
1. ศานติ ตรึกนึกคิดด้วยอาการสงบ
2. ทาสยะ ยอมเป็นทาสพระเจ้า
3. สาขยะ เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตว์ต่อพระเจ้า
4. วาตสัลยะ รักในพระเจ้าดุจลูกรักแม่
5. ทาธูรยะ รักซาบซึ้งในพระเจ้าดุลคู่รัก
ลัทธินี้เชื่อว่า วิญญาณและชีวาตมันจองคนเป็นอมตะ ออกจากพระเจ้า ผู้ใดภักดีต่อพระเจ้า ไม่ว่าจะอยู่ในวรรณไหน ย่อมได้รับการพ้นทุกข์และมีโอกาสไปโอกาสไปรวมกับพระเจ้าได้ทั้งนั้น
ลัทธินี้แยกเป็นหลายนิกาย แต่นิกายยังแยกออกไปอีกเป็นหลายสาขา เช่น ไศวะนิกาย ไวษณพนิกาย เป็นต้น แม้อย่างนั้นก็มีความเชื่อดังกล่าวแล้ว ลัทธิอินดูตันตระ เกิดในยุคนี้
ลัทธิกพีรหรือกพีรปันถี ( พ.ศ.1740-2300 ) เจ้าลัทธิชื่อกพีระ เป็นมุสลิม ต่อมาเกิดเลื่อมใสในลัทธิของรามานันท์ แต่ก็ยังไม่ยอมทิ้งความเป็นมุสลิมทั้งหมดลักษณะคำสอนจึงป่นกับลักษณะลัทธิศาสนาฮินดูกับศาสนาอิสลาม( คล้ายศาสนาซิกข)
หลักคำสอนของลัทธินี้คือ มีพระเจ้าองค์เดียว(แบบอิสลาม)ทรงพระนามว่ารามะ ลัทธิบูชาคุรุว่าเป็นบุคคลผู้ควรบูชาอย่างยิ่งคุรุมีมนต์สำหรับเศก-เป่า-ภาวนา กินข้าวต้องเสกก่อน มีนักบวชประจำลัทธิ ท่านผู้นี้เป็นอาจารย์ของท่านคุรุนานัก ปฐมศาสดาแห่งศาสนาซิกขด้วย
ลัทธิศักดิ ศักติ หมายถึง ชายาของพระเจ้า เป็นผู้เสริมพลังอำนาจแก่พระเจ้า คือพระอุมาเป็นศักดิของพระศิวะ พระลักษมีศักดิของพระวิษณุ พระสรัสวดีเป็นศักดิของพระมหาพรหม ลัทธินี้บูชาเทพผู้หญิง แบ่งเป็นทักษฺณาจาริก คือฝ่ายขวา มีการทำพิธีอย่างเปิดเผยและสุภาพ กับวามาจารี คือฝ่ายซ้าย มีการทำพิธีปกปิดและอนาจารบูชาเจ้าแม่กาลี (พระอุมา) พระอุมานี้มีปางดีปางร้าย เช่นเดียวกับพระศิวะ บางร้ายมีพระนาม เช่นกากี ทุรคา ไภรวี เป็นต้น ที่มนอินเดียนับถือมากคือ กาลี กับทุรคา(ขอให้ดูเรื่องอวตารประกอบด้วย)
ลัทธิตันตระหรือฮินดูตันตระ หมายความว่าเป็นคู่มือหรือหัวใจของลัทธิ เดิมเป็นอย่างนั้น ต่อมากลายเป็นเรื่องไสยศาสตร์เวทมนต์ เป็นฮินดูตันตระ คำว่าตันตระเป็นชื่อลัทธิด้วย คัมภีร์ด้วยมีหลักการคล้ายลัทธิศักดิ มีพิธีสำหรับผู้เริ่มนับถือ 5 ประการเรียกว่า ปัญจัตตว คือ ธาตุ 5 หรือปัญจมการ แปลว่าอักษร ม 5 ตัว คือ
1. มัทยะหรือมทิระ คือน้ำเมา
2. มามสะหรือมัตสยะ เนื้อสัตว์หรือเนื้อปลา
3. มนตะ พร่ำมนต์ให้กำหนัด
4. มุครา แสดงท่ายั่วยวน
5. ไมถุนะ เสพเมถุน
พิธีทั้ง 5 นี้ กระทำในเวลากลางคืน เรียก กาลจันทร เริ่มด้วยนั่งล้อมเป็นวง พอทำพิธีเสร็จตั้งแต่ข้อ 1-4 จบลงด้วยข้อที่ 5 บูชาเจ้าแม่กาลี เพื่อให้เพลิดเพลิน จะได้ไม่ไปทำร้ายใคร(ตามเทวาลัยมีนางเทพทาสี สำหรับร่วมพิธีนี้) การดื่มเป็นต้นบางคนกล่าวทำแต่พอควร แต่บางคนกล่าวว่าต้องทำให้มาก ให้หายอยาก ความยากถ้าทำให้มากแล้วจะหายออกไปเอง เป็นการแก้ความยากด้วยทำให้จนหายอยาก คือแก้ตัณหาด้วยตัณหา แล้วจิตจะพ้นจากตัณหา
ในวรรณคดีสันสฤต เรียกคัมภีร์หมวดหนึ่งในลัทธิฮินดูว่าตันตระ อาคม และสังหิตา(บางท่านกล่าวว่า ตันตระเป็นของนิกายศักติ อาคมเป็นนิกายไศวะ สังหิตาเป็นของนิกายไวษณพ)ลักษณะอย่างของคัมภีร์นี้คือ ทิ้งหลักพิธีกรรมและอรรถแห่งพระเวทอันลึกซึ้งยากที่จะเข้าใจและทำอรรถให้รู้ง่าย โดยอ้างว่ามีเทพองค์หนึ่งบันดาลให้คัมภีร์นี้เกิดมี
เนื้อความในคัมภีร์นี้ บางส่วนร้อยกรองเป็นรูปสนทนาระหว่างพระศิวะกับพระอุมา ว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามลัทธิ ถ้าพระอุมาถามพระศิวะตอบ เรียกว่า อาคม ถ้าพระศิวะถามพระอุมาตอบเรียกว่านิคม บางทีเรียกว่าเป็นทามร เรียกอาคมเป็น ยามล( คู่ )
คุณของมนุษย์มี 3 ข้อ คือ ปศุ ความเป็นสัตว์ วีระ ความกล้า ทิพภาวะ ภาวะที่เป็นทิพย์(คล้ายพระพุทธภาวะของมหายาย)หรือผู้ไม่มีตันตระ ผู้มีสามัญตันตระ ผู้มีวิเศษตันตระ หลักในการปฏิบัติเพื่อคุณทั้ง 3 นั้นมี 4 คือ ฌาน โยคะ จริยา กริยา (คล้ายของลัทธิศักดิ)ฌาน โยคะเป็นการปฏิบัติทางจิตใจ จริยา กริยาเป็นการปฏิบัติทางกาย วาจาหลักทั้ง 4 นี้เป็นหลักของตันตระ อาคม และสังหิตาด้วย อีกอย่างหนึ่ง ลัทธินี้(กับลัทธิศักดิ)มีความเห็นว่าลัทธิอินดูมีการแบ่งเป็นลำดับๆ คือนับถือพระเวท พระวิษณุ พระศิวะ ทักษณาจาร วาจาจาร สิทธานตาจาร และเกาลาจาร และเกาลาจาร 4 ลำดับแรก คือ พระเวท ถึงทักษิณาจาร อยู่ลับดับสูง มีประวฤตติ คือความรู้สึกตามธรรมชาติ หรือความรู้สึกรัก คือ มีราคะ เป็นต้น เป็นเหตุให้เคลื่อนไหว มนุษย์ต้องข่มประวฤตติให้สิ้น จึงจะบังเกิดเป็นนิวฤตติหมดประวฤติ วิธีข่มมี 2 คือ ทรมานตน (อัตตกิลมถานุโยค)กับใช้ราคะ โทสะ โมหะ ปราบบราคะ โทสะ โมหะ เช่น คนอยากอาหารก็กินให้อิ่ม ให้เบื่อ ให้หมดอยาก แล้วราคะเป็นต้น ก็จะดับไปเอง(กามสุขัลลิกานุโยค)วิธีนี้คือ วีธีที่ 5 เมื่อชำนาญแล้วก็เสื่อมไป ลำดับที่ 6 คือ สิทธานตาจาร ได้แก่ประวฤตติหรือราคะ เป็นต้นจะค่อยๆหมดไป จนไม่เหลือ แล้วก็เข้าลำดับที่ 7 คือ เกาลาจาร ย่อมพ้นชั้น พ้นลำดับ พ้นนิการทั้งหมด รู้แจ้งความเป็นพรหมถึงโมกษตายไปย่อมไปรวมกับปรมาตมัน
ลัทธิตรีมูรติ ลัทธินี้มีองค์ 3 คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ ในลัทธิฮินดู รวมเทพทั้งปวงไว้ในมหาเทพ 3 นี้ ที่เป็นอย่างนี้เพราะสร้างเทพเจ้ามากเกินไป จนเกิดความแตกแยก จนต้องกำหนดรวบยอดไว้ 3 โดยแบ่งหน้าที่เป็นใหญ่ให้ต่างกัน
เนื่องจากคนเกรงพระวิษณุกับพระศิวะมาก ดังนั้นยุคนี้และในขณะนี้จึงมีนิกายใหญ่เพียง 2 คือ ไวษณพเวทกับไศวะเวท ส่วนพวกนับถือพระพรหม และเทพอื่น กลายเป็นนิการย่อยไปอีก 57 นิกาย
ภควัคคีตา แปลว่า บทเพลงพระเจ้า คือพระกฤษณะ ซึ่งถือว่าเป็นพระนารายณ์อวตาร เนื้อหาสาระ เป็นคำกล่าวโต้ตอบของพระกฤษณะกับอรชุนเป็นต้นแห่งพวกเการพ เช่นกล่าวว่า คนทุกคนไม่ต้องทิ้งบ้านไปอยู่ป่า ไม่ต้องทิ้งครอบครัว ก็ประพฤติพรหมจรรย์ได้ แต่ต้องนับถือพระกฤษณะ
คัมภีร์นี้มีใจความสำคัญกล่าวถึง ความสำคัญของพระกฤษณะ ซึ่งถือว่าเป็นพระนารายณ์อวตาร เนื้อหาสาระ เป็นคำกล่าวโต้ตอบของพระกฤษณะและกรรมโยคะ คือเพียรให้สิ้นความปรารถนา อันเป็นเหตุให้เกิดกรรม หลักการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของคัมภีร์นี้คือ หลักศูนยตา ได้แก่ ความว่างจากสมมติหรือไม่มี เช่นไม่มีผู้ฆ่า ไม่มีผู้ถูกฆ่า เป็นแต่อณูผ่านอณูเท่านั้น เมื่อดาบผ่านลำคอคน เพราะคำว่าผู้ถูกฆ่าเป็นเพียงสมมติ
<< top >>
พิธีกรรม
พิธีสัมสการ
ชาวฮินดูต้องทำพิธีกรรมประจำบ้านที่ขาดไม่ได้ การทำพิธีต้องให้พราหมณ์ นักบวช เป็นผู้ทำ มี 12 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ครรภาธาร พิธีตั้งครรภ์ ถัดจากวิวาห์
2. ปุงสวัน พิธีที่กระทำเพื่อให้ทารกในครรภ์เป็นเพศชาย
3. สีมันโตนนยัน พิธีตัดผมหญิงมีครรภ์ (เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4, 6 หรือ 8 เดือน)
4. ชาตกรรม พิธีคลอดบุตร
5. นามกรรม พิธีตั้งชื่อเด็กหลังคลอดแล้ว 12 หรือ 14 วัน
6. นิษกรมณ์ พิธีนำเด็กไปดูแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ เมื่อเด็กอายุได้ 4 เดือน
7. อันนปราศัน พิธีป้อนข้าวเด็ก หลัดคลอดเดือนที่ 5 หรือ 6
8. จูฑกรรม พิธีโกนผมไว้จุก หลังเกิดปีที่ 3
9. เกศนตกรรม พิธีตัดผม วรรณะกษัตริย์ทำเมื่ออายุ 22 ปี วรรณะพราหมณ์ทำเมื่ออายุ
16 ปี และวรรณะแพศย์ทำเมื่ออายุ
24 ปี
10. อุปานยัน พิธีเริ่มการศึกษาเพื่อเป็นพราหมณ์ด้วยการคล้องสายสิญจน์ที่เรียกว่า
ยัชโญปวีต ถ้าเป็นพราหมณ์ ทำเมื่ออายุ
5 ขวบ กษัตริย์ 6 ขวบ แพศย์ 8 ขวบ แต่วรรณะศูทรห้ามเข้าพิธีนี้
11. สมาวรรต์ พิธีกลับบ้านเมื่อเสร็จการศึกษาจากครู
12. วิวาหกรรม พิธีแต่งงาน
พิธีศราทธ์
พิธีทำบุญอุทิศให้มารดา บิดา หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว จัดในเดือน 10 ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ ถึงวันแรม 15 ค่ำ การทำบุญอุทิศนั้น เรียกอีกอย่างว่าทำบิณฑะ โดยมีความเชื่อและวิธีปฏิบัติ ดังนี้
1. เชื่อว่าคนที่ตายไปแล้ววิญญาณไม่มีร่างอยู่อาศัย เร่ร่อนเป็นเปรต ต้องสังเวยด้วยข้าว บิณฑ์ แล้ววิญญาณจึงจะไปสู่สุคติ วิญญาณที่ได้รับการสังเวยจากบุตรชายสามารถช่วยให้พ้นจากนรกขุมที่ชื่อว่า ปุตตะ ได้
2. ระยะเวลาทำพิธี ทำก่อนวันเผาศพ 1 วัน และหลังวันตาย 1 วัน สำหรับพิธีทำในวันที่ 11 หลังวันตายนี่ถือเป็นพิธีใหญ่ ญาติพี่น้องทั้งฝ่ายบิดามารดาสืบขึ้นไป 3 ชั่วคน ต้องมาร่วมพิธีทั้งหมด หลังจากนั้นการทำพิธีนี้จะเลื่อนไปทำเดือนละครั้งจนครบ 1 ปี จึงเปลี่ยนไปทำปีละครั้ง
<< top >>
นิกาย
นิกายศาสนาพราหมณ์ ฮินดู มีมากมายหลายนิกายด้วยกัน เช่น นิกายไวษณวะ นิกายไศวะ นิกายศักดา นิกายคณะพัทยะ นิกายสรภัทธะ และนิกายสมารธะ เป็นต้น
เพราะฉะนั้นในที่นี้จะพูดถึงนิกายใหญ่ และมีผู้นับถือมาก ดังนี้ ไศวนิกาย ไวษณานิกาย
1. ไศวนิกาย (Soivism) หรือนิกายที่นับถือพระศิวะ นิยมใช้มูลเถ้าสีขาวหรือสีเทา เขียนเป็นเส้นนอนตรงซ้อนกัน 3 เส้นที่หน้าผาก จุดหมายสูงสุดของผู้นับถือนิกายไศวะ คือ โมกษะ หรือ การบรรลุความหลุดพ้นโดยการเข้าถึงความเป็นเอกภาพกับพระศิวะ นิกายนี้ประพฤติตนตามแบบอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เคยทดลองปฏิบัติมาแล้ว
พระศิวะ เป็นเทพเจ้าแห่งการทำลาย และเทพเจ้าแห่งการสืบพันธุ์ด้วยรูปศิวลึงค์เป็นรูปอวัยวะเพศของผู้ชาย เป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิด มีรูปลึงค์ทำด้วยหินตั้งอยู่ในโบสถ์เป็นที่นิยมเคารพสักการะ มีเรื่องกล่าวว่าจากรูปร่างเช่นลึงค์นี้เอง องค์พระศิวะจึงปรากฏออกมาพร้อมกับพระพรหม และพระวิษณุ เทพเจ้าทั้ง 3 องค์ออกมาจากสภาพสูงสุด คือ พระพรหม หรือ ปรมาตมัน
นิกายไศวะ ยังแบ่งออกไปอีก เป็นนิกายย่อยๆ เช่น นิกายตรีทันหิน (นิกายนี้ยังแบ่งย่อยออกไปอีกถึง 10 นิกาย) และนิกายทศมาน พวกนับถือนิกายนี้ล้วนเป็นนักพรต
คัมภีร์สำคัญของนิกายไศวะ มีดังต่อไปนี้
1) คัมภีร์อาตมัน (บทสวดเป็นคาถาอาคม บทโต้ตอบระหว่างพระศิวะกับพระอุมา)
2) คัมภีร์โตลกาปปิลัม
3) คัมภีร์มหาภารตะ และเศวตัศวตา อุปนิษัท (ภาษาสันสฤต)
นิกายไศวะนี้ ภายหลังแตกแยกออกเป็นนิกายใหญ่ 2 นิกาย ดังนี้
1) นิกายฝ่ายเหนือ เรียกว่า กัษมีไศวะ ผู้นำเชื่อ วสุคุปตะ นิกายนี้เชื่อว่าพระศิวะเป็น
เทพสูงสุดองค์เดียว และทรงแฝงอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างในโลก
2) นิกายฝ่ายใต้ เรียกชื่อว่า สิงคายัต ผู้นำชื่อ ลกุลีตะ นิกายนี้นับถืออวตารของพระศิวะเชื่อว่าผู้นำของเขา คือ อวตารของพระศิวะ
2. นิกายไวษณพ (Vaishnavism) เชื่อในการอวตารของพระนารายณ์ว่า พระนารายณ์อวตาร 24 ครั้ง เพื่อช่วยมนุษย์โลกในคราวทุกข์เข็ญ นิกายนี้เคารพบูชาพระราม พระกฤษณะ หนุมาน และพระพุทธเจ้า โดยอ้างว่าเป็นอวตารปางที่ 5 ของพระนารายณ์ นิกายนี้ไม่เน้นพิธีกรรม เรียกตนเองว่า เป็นศาสนาฮินดู เคารพฮินดู เคารพบูชาเทพเจ้าต่างๆ และคตินิยมสร้างเทวรูปไว้บูชาแบบพหุนิยม
นิกายไวษณพนี้จะมีรอยเจิมหน้าผากเป็น 3 จุด เป็นเครื่องหมายแสดงความเคารพพระวิษณุ นิกายนี้มีอิทธิพลมากที่สุดในอินเดียภาคเหนือ และบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันตกของนครบอมเบย์ การเคารพพระวิษณุมีแนวปฏิบัติตามลัทธิภักดี (การเสียสละ) มากกว่าการเข้าฌาน
คัมภีร์สำคัญของนิกายไวษณพ ได้แก่ คัมภีร์สังหิตา (ประมวลบทสวดสดุดีเทพเจ้าในพิธีบูขายัญ) คัมภีร์รามายณะและภควัทคีตา
คัมภีร์ภควัทคีตา มีสาระสำคัญ 2 ประการ ดังนี้
1. สดุดีพระกฤษณะ ในฐานะทรงเป็นองค์บรมพราหมณ์ เป็นผู้ที่ฤษีทั้งปวงมุ่งเจริญภาวนาเพื่อเข้าถึงพระองค์ สำหรับประชาชนอาจเข้าถึงพระองค์ได้ด้วยการบูชาและสวดอ้อนวอน
2. หลักกรรมโยคะ คือสอนให้มนุษย์ซึ่งมีความประสงค์จะเป็นฆราวาส ประกอบความเพียร กำจัดความปรารถนาดิ้นรนอันเป็นต้นเหตุของกรรม ก็จะสามารถบรรลุความหลุดพ้นได้เช่นกัน
คณาจารย์ที่สำคัญที่ทำให้มีนิกายไวษณพมั่นคงและรุ่งเรืองในภาคใต้ของอินเดีย ได้แก่
1) นาถมุนี ผู้นำคนแรกของนิกายไวษณพ
2) อาลวาร คือ คณาจารย์ 12 คน ผู้ให้กำเนิดคัมภีร์พระเวทภาษาทมิฬ
3) รามานุช ศิษย์คนหนึ่งของคณาจารย์อาลวาร
นิกายไวษณพนี้ ภายหลังได้แตกแยกออกเป็น 2 นิกาย คือ นิกายฝ่ายเหนือ เรียกว่า วัทคไล และนิกายฝ่ายใต้ เรียกว่า เตนคไล
ครูหรือศาสดาทั้ง 6
1.ปูรณกัสป ศาสดาแห่งฝ่ายอริยกทิฏฐิ คือถือว่า ไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่มีบุญไม่มีบาป ทำความดีก็ไม่เป็นความดีและไม่มีผล ทำความชั่วก็ไม่เป็นความชั่วและไม่มีผล ทำอะไรก็สักแต่ว่าเป็นการทำเท่านั้น ไม่เป็นการกระทำที่เกิดผล
2.มักขลิโคศาล ศาสดาแห่งลัทธิฝ่ายอเหตุกทิฏฐิ คือถือว่าความบริสุทธิ์ หรือความเศร้าหมองไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ย่อมเป็นเองมีเองตามธรรมชาติ จะปฏิบัติตนเพื่อความบริสุทธิ์ หรือจะทำให้เศร้าหมองด้วยการทำชั่ว ย่อมไม่มีผลหรือก่อให้เกิดผลอะไร ทุกสิ่งมีเองเป็นเองไม่มีเองไม่เป็นเอง ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย
3.อชิตเกสกัมพล (อชิตผู้ใช้ผ้ากัมพลทำด้วยผมคน) ศาสดาแห่งลัทธินัตถิกทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ คือถือว่าไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ พ่อแม่ ความดี ความชั่ว มีแต่ธาตุ 4 รวมตัวกันเมื่อมีชีวิต พอตายแล้วก็แยกกัน ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ ตายแล้วสูญ (ศูนยวาท)
4.ปกุทธกัจจายนะ ศาสดาแห่งลัทธินัตถิกทิฏฐิ คล้ายอชิตเกสกัมพล แต่ต่างออกไปว่า กายมี 7 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สุข ทุกข์ และชีวะ เมื่อกายรวมกัน จึงสมมติเรียกเป็นคน เป็นสัตว์ แต่ความจริงแล้ว ไม่มีคน ไ ม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แม้แต่กายนั้นโดยความจริงแล้วก็ไม่มี ดังนั้นจึงไม่มีผู้ให้ ผู้รับ ผู้ฆ่า ผู้ถูกฆ่า แต่เป็นกายสัมผัสกายเท่านั้น ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีการสัมผัสอีกเหมือนกันเพราะการสัมผัสนั้นเป็นการสมมติเรียก เมื่อเป็นการสมมติจึงไม่มี
5.สญชัยเวลัฏฐบุตร ศาสดาแห่งลัทธิอมราวิกเขปิกทิฏฐิ คือถืออะไรเป็นหลักไม่ได้ มีความเห็นส่ายไปส่ายมาดุจปลาไหล ไม่ยุติ เป็นเรื่องวาทศิลป์มากกว่า เช่น มีผู้ถามว่าบุญบาปมีจริงหรือไม่ ท่านสญชัยก็ตอบว่า ถ้าข้าพเจ้าเห็นว่าบุญบาปมีจริง ก็จะตอบท่านว่าบุญบาปมีจริง ถ้ามีผู้ถามซ้ำอีกว่า ท่านเห็นว่าบุญบาปมีจริงหรือไม่ ท่านสญชัยตอบแบบถือหลักอะไรไม่ได้ คือแบบส่ายไปมาว่า ข้าพเจ้าจะเห็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่ จะเห็นโดยอาการอย่างนั้นก็ไม่ใช่ จะเห็นเป็นอย่างอื่นก็ไม่ใช่ จะไม่เห็ฯเป็นอย่างอื่นก็ไม่ใช่
6.นิครนถนาฏบุตร (มหาวีระ) ศาสดาแห่งลัทธิอัตถิกทิฏฐิ คือถือว่า ทุกสิ่งมีชีวะ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นบ้านเรือน ต้นไม้ สัตว์ คน ย่อมมีชีวะ มีอัตตาทั้งนั้น
<< top >>