Link ==>   :: ชื่อศาสนา   :: สัญลักษณ์ศาสนา  :: ประเภทศาสนา  :: ศาสดา  :: ประวัติศาสดา  :: วันเดือนปีที่กำเนิดศาสนา
                      :: สถานที่กำเนิดศาสนา  :: เหตุเกิดศาสนา  :: หลักธรรม  :: จริยศาสตร์  :: คัมภีร์  :: พิธีกรรม  :: นิกาย
                      :: แนวคิดเรื่องนรกสวรรค์  :: แนวคิดเรื่องจุดหมายปลายทาง  :: วิธีปฏิบัติในทางศาสนา  :: จำนวนผู้นับถือศาสนา
  ศาสนาคริสต์


   หลักธรรม     

     หลักธรรมคำสอนสำคัญของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มีอยู่ 3 ข้อ ต่อได้แก่ อาศรม ปรมาตมัน โมกษะ

1.อาศรม
     อาศรม หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินชีวิตของชาวฮินดู เฉพาะที่เป็นพราหมณ์วัยต่างๆ โดยกำหนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งช่วงของการใช้ชีวิตไว้ 4 ตอน ตอนละ 25 ปี ช่วงชีวิตแต่ละช่วงเรียกว่า อาศรม (วัย) อาศรมทั้ง 4 ช่วง มีดังนี้

     อาศรมที่ 1 (ปฐมวัย) เรียกว่า พรหมจรยอาศรม เริ่มตั้งแต่อายุ 8-25 ปี ผู้เข้าสู่อาศรมนี้ เรียกว่า พรหมจารี ภายในช่วงระยะเวลา 25 ปีแรกนี้ พรหมจารีผู้อยู่ในพรหมจรรย์อาศรม มีหน้าที่ดังนี้
          1.ตั้งใจเรียนวิชาการในวรรณะของตน
          2.เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของครูอาจารย์
          3.ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ
          4.ไม่คบกับเพศตรงกันข้าม
          5.เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วต้องทำพิธี “เกศนตสันสกา” (ตัดผม) และพิธี “คุรุทักษิณา” มอบสิ่งตอบแทนครูอาจารย์
     ผู้ทำหน้าที่ครบทั้ง 5 ข้อนี้แล้วถือเป็นพราหมณ์ โดยสมบูรณ์จากฐานะพรหมจารีและจะมีสิทธิพิเศษ 5 ประการ ดังนี้
          1. ศึกษาคัมภีร์พระเวทได้
          2.สอนพระเวทแก่คนอื่นได้
          3.ทำพิธียัคนัม (เกี่ยวกับการบริจาค) ได้
          4.บริจาคทานแก่คนยากจน (ผู้อยู่ในวรรณะต่ำ)ได้

     อาศรมที่ 2 (มัชฌิมวัย) เรียกว่า “คฤหัสถาศรม” อยู่ในช่วงอายุ 25-50 ปี มีหน้าที่ดังนี้
          1.ช่วยพ่อแม่ทำงาน
          2.แต่งงานมีครอบครัว
          3.ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว

     อาศรมที่ 3 (ปัจฉิมวัย) เรียกว่า “วานปรัสถาศรม” อยู่ในช่วงอายุ 50-75 มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
          1.มอบสมบัติให้บุตรธิดา
          2.บำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม
          3.ออกบวชปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า วานปรัสถ์ (ตามศรัทธาไม่บังคับ)
          4.ทำประโยชน์แก่สังคมด้วยการเป็นครูอาจารย์

     อาศรมที่ 4 คือ สันยัสตาศรม อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ปรารถนาความหลุดพ้น (โมกษะ) จะออกบวชเป็น “สันยาสี” เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้

2. ปรมาตมัน
     ปรมาตมัน หมายถึง สิ่งที่ยิ่งใหญ่ อันเป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลก ได้แก่ “พรหม” ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้
          1.เกิดขึ้นเอง
          2.เป็นนามธรรม สิงสถิตอยู่ในสิ่งทั้งหลาย และเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา
          3.เป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวง
          4.สรรพสิ่งล้วนแยกออกมาจากพรหม
          5.เป็นตัวความจริง (สัจธรรม) สิ่งเดียว
          6.เป็นผู้ประทานญาณ ความคิด และความสันติ
          7.เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในสภาพเดิมตลอดกาล
     วิญญาณทั้งหมดเป็นส่วนที่แยกออกมาจากปรมาตมัน วิญญาณย่อยเหล่านี้เมื่อแยกออกมาแล้ว ก็เข้าจุติในชีวิตรูปแบบต่างๆ เช่น เทวดา มนุษย์ สัตว์ และพืช มีสภาพดีบ้าง เลวบ้าง ตามแต่พรหมจะลิขิต

3.โมกษะ
     โมกษะ ถือว่าเป็นหลักความดีสูงสุด ดังคำสอนของศาสนาฮินดูสอนว่า “ผู้ใดรู้แจ้งในอาตมันของตนว่าเป็นหลักอาตมันของโลกพรหมแล้ว ผู้นั้นย่อมพ้นจากลังสาระการเวียนว่าย ตาย เกิด และจะไม่ปฏิสนธิอีก
     โมกษะ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ประการ ดังนี้
          1.การนำอาตมันเข้ารวมกับปรมาตมัน ที่เรียกว่า “โมกษะ”
          2.วิธิปฏิบัติเพื่อเข้าถึง “โมกษะ” มี 3 ประการ ดังนี้
               2.1 กรรมมรรค (กรรมโยคะ) การประกอบกรรมดีดดับความอยากอันเป็นต้นเหตุให้เกิดกรรม
               2.2 ชญามรรค (ชญานโยคะ) การกระทำด้วยปัญญารู้แจ้ง ด้วยจิตบริสุทธิ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมและไม่ก่อให้เกิดโทษแก่ผู้ใด
               2.3 ภักติมรรค (ภักติโยคะ) หมายถึง มีความตั้งใจรับใช้ด้วยความจงรักภักดีต่อหน้าที่ที่รับผิดโดยถือว่า “สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนถือกำเนิดมาจากพรหม มีวิญญาณ (อาตมัน) ของพรหมสิงสถิตอยู่ ผู้ใดให้ความคิดเห็น แนะนำ ช่วยเหลือ สิ่งมีชีวิตทั้งปวง ผู้นั้นได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพรหม ย่อมได้พบพรหมสมปรารถนา

                                                                                                                                                                  << top >>
   จริยศาสตร์   

     จริยศาสตร์ในพระเวท

     คัมภีร์ฤคเวท สอนพระมหากษัตริย์ ให้ปฏิบัติชอบต่อประชาชนผู้อยู่ในปกครองอย่างพี่น้อง จึงควรอยู่ร่วมกันกับประชาชนอย่างอ่อนโยนต่อเขา อย่าเบียดเบียนเขา จงเป็นเพื่อนของประชาชน เข้ากับประชาชนได้ในการบำเพ็ญกิจทางศาสนา คือ บูชายัญ จงพูดกับประชาชนด้วยดี
     คัมภีร์อถรรพเวท กล่าวว่า
     -.“เราได้ให้หัวใจและศีรษะแก่เจ้า เพื่อมิให้มีความปรารถนาร้ายของผู้อื่น บุคคลควรประพฤติต่อกันและกันเหมือนแม่โคปฏิบัติต่อลูกโค”
     -.“ขอให้บุตรเป็นผู้ประพฤติสืบต่อคำปฏิญญาของบิดาให้สมบูรณ์ จงแสดงความเคารพต่อมารดา ขอให้ภริยาใช้ถ่อยคำอ่อนหวาน เป็นที่ปลอบประโลมต่อสามี ”
     -.“ขอพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงจงอย่าต่อสู้กัน ดูก่อนมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อรู้จุดประสงค์ของเจ้าดีแล้ว ก็จงพูดแต่ถ้อยคำที่ควรสรรเสริญ”
     -.“เราได้สร้างข้อกำหนดแห่งความประพฤติ ที่ใช้ในชีวิตครอบครัวให้แก่เจ้า อันจะไม่เป็นอันตรายแก่ผู้มีความรู้ ทั้งจะไม่ก่อความแตกแยกขึ้นในผู้คนเหล่านั้น อันเป็นประโยชน์แก่ผู้คนทั่วไป”
     -.“ดูก่อนหมู่มนุษย์ผู้ทะเยอทะยาน ขอจิตใจของเจ้าจงอย่าปกป้องความรู้สึกแตกแยก จงเดินต่อไปข้างหน้าทั้งที่เทียมแอก ด้วยแอกคือความรู้สึกรับผิดชอบจงพูดดีต่อกันและกันจงดำเนินไปตามทางที่ดีงาม เราสร้างจิตใจไว้ให้เจ้า”
     -.“ขอให้สถานที่ที่เจ้าตักน้ำขึ้นมาดู จงเปิดเป็นสาธารณ์แก่คนทั้งปวง ขอการแบ่งอาหารของเจ้าจงเป็นไปด้วยความยุติธรรม เราเทียมแอกเจ้าทุกคนด้วยแอกอันเท่าเทียมกัน จงอ้อนวอนต่อเทพเจ้าของเจ้ารวมกัน จึงถือว่าตัวเองเป็นเสมือนซี่ล้อที่มีอยู่ในล้อเดียวกัน”
     -.“เราให้จิตใจทั้งหมดแก่เจ้า เพื่อให้เป็นคนดีและเพื่อดำเนินไปสู่จุดหมายโดยสามัคคี ผู้มีปัญญาย่อมถนอมรักษาน้ำอมฤตแห่งชีวิตไว้ฉันใด ขอเวลาเย็นและเวลาเช้าทั้งหลายของเจ้า จงเป็นอู่แห่งสันติ และความเจริญแก่เจ้าฉันนั้นเถิด”

     จริยศาสตร์ในคัมภีร์อุปนิษัท
     คัมภีร์อุปนิษัท ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระเวทคือเวทนั้นแบ่งออกเป็นมันตระ พราหมณะ และอุปนิษัทแต่จะเห็นได้ว่าข้อความในคัมภีร์อุปษัทเอง สนับสนุนการศึกษาพระเวทตลอดเวลา จึงน่าจะเป็นคำภีร์ที่แต่งขึ้นหลังพระเวท แต่ได้รับความนับถืออยู่มาก อายุของคำภีร์อุปนิษัทมันตระ คือตัวพระเวทโดยตรงกับคัมภีร์พราหมณ์นั้น หนักไปในเรื่องพิธีกรรม ส่วนคัมภีร์อุปนิษัท หนักไปในทางปรัชญาเกี่ยวกับเทวนิยม เช่นเรื่องกำเนิดของสากลโลก สภาพของเทพเจ้า สภาพของอาตมันและความเกี่ยวข้องกันระหว่างจิตใจกับวัตถุ ฉะนั้น จริยศาสตร์จึงมีน้อยในคัมภีร์อุปนิษัท แต่ก็พอจะหาได้บ้างดังต่อไปนี้
     -.“การให้มารดาของเจ้า จงเป็นเทพเจ้าของเจ้าขอบิดาของเจ้าจงได้รับการปฏิบัติเสมือนหนึ่งเทพเจ้า ขอให้อาจารย์ของเจ้าจงได้รับเกียรติดั่งเทพเจ้า ขอให้แขกของเจ้า จงได้รับการต้อนรับเอาใจใส่ประหนึ่งเทพเจ้า”
     -.“การให้ปัน พึงกระทำด้วยความยินดีและเต็มใจไม่ควรให้ทานที่ตนไม่เต็มใจให้ ควรให้ทานตามฐานะ(ศรี) ของตน ควรให้ทานด้วยความปรารถนาดี”

     จริยศาสตร์ในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์
     คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์มีคำสอนเรื่อง จริยศาสตร์ ไว้ดังต่อไปนี้
     -.“อย่าทำผู้อื่นให้บาดเจ็บ ไม่พึงทำร้ายผู้อื่นทางใจหรือกาย ไม่พึงเปล่งวาจาที่ก่อความเจ็บใจแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย”
     -.“จงอดทนถ้อยคำที่ล่วงเกิน ไม่พึงด่าตอบใครๆไม่พึงเป็นศัตรูของใครๆ เพราะเหตุ แห่งร่างกายอันเปื่อยเน่าทรุดโทรมได้ อย่าแสดงอาการโกรธตอบบุคคลที่โกรธจงให้พรคนที่สาปแช่งและอย่าเปล่งวาจาไร้สัจจะ ”
     -.“ผู้ทำอันตรายแก่สัตว์ไม่ทำอันตรายด้วยความประสงค์เพื่อจะหาความพอใจ ย่อมไม่ประสบสุขได้เลยไม่ว่าในชีวิตนี้หรือตายไปแล้ว ผู้ไม่ก่อความทุกข์อันเนื่องด้วยเครื่องผูกมัดหรือความตายแก่สัตว์ทั้งหลาย แต่ปรารถนาดีแห่งสัตว์ทั้งปวง ย่อมได้รับสุขอันหาประมาณมิได้ ผู้ไม่ทำร้ายสัตว์ ใดๆย่อมได้รับสิ่งที่คิดไว้สิ่งใดที่ดำเนินงานอยู่ สิ่งที่ตั้งใจไว้โดยไม่ต้องอาศัยความพยายาม”

     จริยศาสตร์ในคำภีร์มหาภารตะ
     มหาภาระตะ จัดเป็นหลักฐานขั้นที่ 2 เช่นเดียวกับคำภีร์ธรรมศาสตร์ คืออยู่ในประเภทสฺมฺฤติ และอยู่ในหัวข้อว่าอิหิหาสะ( นิยาย )
     -.“การไม่ทำร้ายใครๆ ทางใจวาจาหรือทางกาย การให้แก่ผู้อื่นและมีความกรุณาต่อทุกผู้นี้คือ หน้าที่อันยั่งยืนของคนดี คนมีจิตใจสูงพอใจในการทำความดี โดยไม่คิดถึงประโยชน์ของตนเอง เมื่อปรึกษาหารือถึงการทำประโยชน์ให้คนอื่นเขามิได้คิดถึงประโยชน์ตอบแทนเลย”
     -.“การต้อนรับด้วยความเอื้ออารี ควรทำ แม้ศัตรูผู้เป็นแขกมาหา เหมือนต้นไม้ให้ร่มเงาอันเกิดแก่ใบของตน แก่คนที่โค่นตนนั้น”
     -.“การไม่ทำร้าย การมีสัจจะ การเว้นจากการขโมย การเว้นจากการกำหนัดยินดี การเว้นจากความโกรธความละโมบ การพยายามทำสิ่งที่พอใจและเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง นี้เป็นหน้าที่เสมอกันของบุคคลในทุกวรรณะ”
     -.“นี้คือประมวลความถูกต้อง อย่างแท้จริงทั้งหมด จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนปฏิบัติต่อตนเอง อย่าทำอะไรต่อผู้อื่นอย่างที่ในภายหลัง ท่านไม่ต้องการให้เขาทำตอบแทนต่อท่านในการก่อให้เกิดความดีใจหรือสร้างความทุกข์ยากในการทำดี หรือทำร้ายต่อผู้อื่นในการให้ หรือปฏิเสธคำร้องขอบุคคลย่อมได้กฏเกณฑ์อันเหมาะสมในการกระทำด้วยการมองผู้อื่นเปรียบเทียบตัวเอง”

                                                                                                                                                                  << top >>

<< หน้าก่อนหน้า                                                                         หน้าถัดไป >>

 >> ศาสนาคริสต์  >> ศาสนาอิสลาม  >> ศาสนาสิข  >> ศาสนาโซโรอัสเตอร์
 >> ศาสนาพุทธ  >> ศาสนาเชน  >> ศาสนาเต๋า  >> ศาสนาขงจื๊อ
 >> ศาสนาชินโต  >> ศาสนายิว  >> ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  
 

มหามกุฏราชวิทยาลัย Mahamakut Buddish University.All rights reserved www.mbu.ac.th
powered by e-Learning Silpakorn University