ชื่อศาสนา
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (Hinduism)
ศาสนานี้ ในสมัยโบราณเรียก สนาตนธรรม หมายถึงธรรมหรือศาสนา อันเป็นของเก่าหรือนิรันดร ต่อมาเรียกว่า ศาสนาพราหมณ์ แปลว่า คำสอนของพราหมณ์จารย์ และต่อมา ศาสนาพราหมณ์ปฏิรูปคำสอนแล้วเรียกว่า ฮินดูธรรม แปลว่า ธรรมที่สอนลัทธิอหิงสา จึงมีชื่อเรียกภายหลังว่า ศาสนาฮินดู เนื่องจากศาสนาฮินดูมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์โดยการปฏิรูปคำสอน หลักปฏิบัติและประเพณีในศาสนาพราหมณ์ จึงเรียกว่าศาสนา พราหมณ์-ฮินดู
<< top >>
สัญลักษณ์ศาสนา
ตัวอักษรเทวนาครี เขียนว่า โอม เป็นสัญลักษณ์หมายถึงเทพเจ้าทั้ง 3 เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าตรีมูรติ
อักษร อุ หมายถึง พระวิษณุหรือพระนารายณ์
อักษร อะ หมายถึง พระศิวะหรือพระอิศวร
อักษร มะ หมายถึง พระพรหม
<< top >>
ประเภทของศาสนา
พหุเทวนิยม (Polytheism) นับถือพระเจ้าหลายองค์
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดั้งเดิมเป็นเอกเทวนิยม คือนับถือพระพรหมองค์เดียวเท่านั้น ต่อมาวิวัฒนาการเป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยม นับถือเทพเจ้ามากมาย แต่เทพผู้เป็นใหญ่มี 3 องค์ คือ พระพรหม ผู้สร้างโลก พระศิวะ ผู้ทำลาย พระวิษณุ ผู้รักษาสิ่งต่างๆให้เป็นปกติ เทพทั้ง 3 องค์รวมกันเรียกว่า ตรีมูรติ
<< top >>
ศาสดา
ไม่ปรากฏศาสดาหรือผู้ก่อตั้ง
<< top >>
วันเดือนปีกำเนิดศาสนา
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เกิดก่อน ค.ศ.ประมาณ 1,500 ถึง 2,000 ปีหรือก่อน พ.ศ.ประมาณ 957 ถึง 1,457 ปี คิดตามชนชาติอารยันยกมาสู่อินเดีย ศาสนานี้มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับสามารถแบ่งเป็น 4 สมัยได้ดังนี้
1.สมัยอริยกะ
2.สมัยพระเวท
3.สมัยพราหมณกะ
4.สมัยอุปนิษัท-ฮินดู
1. สมัยอริยกะ
เริ่มตั้งแต่พวกอริยกะอพยพจากอิหร่านเข้ามาสู่อินเดีย เดิมพวกอริยกะซึ่งยังอยู่รวมกันในอิหร่าน ยังนับถือ อหุรมัศดา เป็นเทพเจ้าของตนอยู่ ต่อมาอริยกะพวกหนึ่งเกิดสร้างพระอินทร์ขึ้นมานับถือ แข่งกับพระ อหุรมัศดา จึงเกิดการแตกแยกกันอย่างรุนแรง จึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ พวกพระอินทร์จึงอพยพมาประเทศอินเดีย ต้องต่อสู้กับพวกเจ้าถิ่นซึ่งเรียกว่า ทัสสยุหรือมิลักขะ พวกที่อพยพมาอยู่ที่อินเดียได้สร้างเทพเจ้าขึ้นอีกหลายองค์ เช่น พระสาวิตร (ตะวัน) พระวรุณะ (ฝน,น้ำ) พระยม (ผู้กำหนด , ผู้ทำลาย) กับเทพอรยะมันมิตระ โสม (อหริมัน มิถระ โหม ในศาสนาปรฺชี) รวมเป็น 4 องค์ เป็นเทพผู้รักษาโลกทั้ง 4 ทิศ และได้กล่าวถึงการสร้างโลกของพระอินทร์ว่า พระอินทร์เป็นผู้จัดที่ และยกภูเขาเป็นหลังคาโลก พระยมปักเสาไม้ค้ำไว้ หลังคาโลกคือฟ้า
ในสมัยอริยกะนี้ คำสั่งสอนมักปนอยู่ในคำสวด คำบูชาสรรเสริญเทพเจ้าจึงเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ และในสมัยนี้เทพเจ้าไม่มีกำเนิด คือมีขึ้นมาเอง เทพเจ้าในสมัยนี้มี 2 พวก คืออยู่บนโลกกับอยู่บนฟ้า ผู้ทำหน้าที่สวดบูชา อ้อนวอนติดต่อกับเทพเจ้า เรียกว่า พราหมณ์ และพราหมณ์ประจำตระกูล เรียกว่า ปุโรหิต พวกอริยะถือว่าคนตายแล้ว วิญญาณยังอยู่ ยังวนว่ายตายเกิดอยู่ ดังนั้นจึงต้องทำพิธีสังเวยวิญญาณ
พวกเจ้าถิ่นนั้นมีความเจริญทางการก่อสร้าง ทางความคิดและทางวัฒนธรรมมาแล้ว แต่รบสู้พวกอริยกะไม่ได้ แต่พวกอริยกะได้ยอมรับความคิดของเจ้าถิ่น ผสมกันกับความคิดของตน เป็นเหตุให้เกิดพระเวท และเริ่มสมัยพระเวท
2. สมัยพระเวท
เวท แปลว่ารู้ สมัยพระเวทมีคัมภีร์อยู่ 3 เรียกว่า ไตรเพท คือ ฤคเวท เป็นฉันท์ สำหรับสวดอ้อนวอนและสรรเสริญเทพเจ้า ยชุรเวท เป็นคำร้อยแก้วว่าด้วยพิธีทำพลีกรรมและบวงสรวง สามเวท เป็นคำฉันท์สวดในพิธีถวายของแก่เทพเจ้าและขับกล่อมเทพเจ้าและต่อมามีการเพิ่ม อถรรพเวท อันเป็นเรื่องคาถาอาคม มนต์ขลัง นำศิริมงคลมาสู่ตน นำความร้ายไปสู่ผู้อื่น และวิธีแก้อาถรรพต่างๆ
แม้จะมี 4 คัมภีร์ดังกล่าวแล้วนั้น แต่ก็ยังเรียกไตรเพท เดิมทีนั้นมีฤคเวทยชุรเวท แยกเป็นคำสวดที่เป็นคำฉันท์ ว่าด้วยวิธีถวายของบูชาแก่เทพเจ้าและฉันท์สำหรับขับกล่อมเทพเจ้าเป็นคัมภีร์สามเวท ส่วนที่เหลือจึงคงเป็นฤคเวท (ฤค แปลว่า คำฉันท์, สามแปลว่า สวด) ฤคเวทนี้ พระวิศิษฐฤษี กับวิศวามีตรฤษี เป็นผู้ได้สดับจากพระพรหม เรียกว่า ศรุติ แต่วยาสฤษี เป็นผู้เขียนคัมภีร์ไตรเพทเป็นคนแรก
ในสมัยนี้มีการแบ่งชนชั้นโดยบัญญัติเรื่องวรรณะขึ้น 4 วรรณะ โดยกำหนดสีของผิวกาย พวกอริยกะมีผิวสีขาว พวกเจ้าถิ่นมีผิวสีดำ พวกผิวขาวซึ่งเป็นผู้ชนะ เป็นชนชั้นปกครอง จึงดูหมิ่นพวกแพ้ผู้มีผิวดำ จึงแบ่งเป็นวรรณ คือ ชั้น ด้วยอาศัยผิวเป็นเครื่องกำหนด และสร้างกฏมีเกณฑ์เกี่ยวกับชั้นให้ซับซ้อน ดังนี้
1. วรรณกษัตริย์ เป็นนักรบ นักปกครอง นักบริหารบ้านเมือง
2. วรรณพราหมณ์ เป็นผู้นำทางศาสนา ทางวิทยาการ เป็นผู้สอน เป็นผู้รับทักษิณา เป็นผู้ประกอบพิธีบูชา
3. วรรณแพศย์ เป็นพวกพ่อค้า
4. วรรณศูทร เป็นพวกกรรมกร ผู้ใช้แรงงาน
วรรณะที่ 1-2 ต่างก็ถือว่าตนเป็นใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง
ในสมัยอริยกะ เทพเจ้าเกิดขึ้นมาลอยๆไม่มีผู้ให้กำเนิด แต่สมัยพระเวทต้องสร้างผู้ให้กำเนิดแก่เทพเจ้าทั้งหลาย โดยเรียกว่าเป็นเทพบิดร และสมัยพระเวทได้สิ้นสุดลงด้วยความสับสน พร้อมกับกำเนิดสมัยพราหมณะ
3. พราหมณกะ
สมัยนี้สร้างพระพรหมขึ้นนับถือบูชา กล่าวว่าพราหมณ์มาจากพระพรหม และยกย่องไว้เหนือพระอินทร์ โดยให้พระพรหมเป็นผู้สร้างทุกอย่าง พวกผู้นำศาสนาเรียกตัวเองว่า พราหมณ์ แปลว่า วงศ์พรหม คือสืบเชื้อสายจากพระพรหม พวกพราหมณ์ แบ่งเป็น สมณพราหมณ์คือพราหมณ์นักบวชที่ไม่มีครอบครัว และคฤหบดีพราหมณ์ คือพราหมณ์นักบวชที่มีครอบครัว
ในมานวธรรมศาสตร์ จัดพราหมณ์เป็น 4 อาศรม คือ
1. พรหมจารี หมายถึง นักศึกษา ก่อนจะเข้าศึกษา สมณพราหมณ์ จะทำพิธีเศกมนตรบนตัวนักศึกษา และคล้องด้วยศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า ยัชโญประวีต คือ สายคุรำ หรือสายมงคล เฉวียงบ่าให้แล้วจึงเริ่มเรียน ตอนคล้องด้ายนั้น พราหมณ์ถือว่า เกิดอีกครั้งหนึ่งเป็นทวิช คือเกิดสองครั้ง
2. คฤหัสถ์ หมายถึงพราหมณ์ผู้อยู่บ้าน มีครอบครัว เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่อ่านคัมภีร์ สอน บูชาเอง และช่วยผู้อื่นบูชา
3. วนปรัสถ์ พราหมณ์อยู่ป่า ละชีวิตในบ้าน ละครอบครัวบำเพ็ญตะปะในป่า มีชื่อเรียกต่างๆ คือ
ฤษี(ผู้แสวงหาโมกษ)
โยคี(ผู้บำเพ็ญโยคะ)
ตาปส (ผู้บำเพ็ญตปะ ทรมานกาย)
มุนี (ผู้สงบ บำเพ็ญตปะ นุ่งห่มสีเหลือง)
สิทธา (ผู้สำเร็จได้ฌานสมาบัติ)
นักบรต (ผู้บวชบำเพ็ญพรตพรหมจรรย์ ตามแบบพราหมณ์)
ชฎิล (ผู้มุ่นผมสูงเป็นชฎา)
ทั้ง 7 ทำบรรณศาลา คือ กระท่อมใบไม้อยู่ และถ้าอยู่หลายคนรวมกันในศาลาเดียวกันเรียกว่า อาศรม นักบวชเหล่านี้นุ่งหุ่มเปลือกไม้หรือหนังสัตว์ เลี้ยงชีพด้วยผลไม้ รากไม้ ใบไม้ในป่า จึงเกิดมีคัมภีร์อารัณยกะ สำหรับให้นักบวชเหล่านี้ได้ศึกษา
4. สันยาสี หมายถึงพราหมณ์ผู้ท่องเที่ยว เลี้ยงชีพด้วยภิกขาจาร ใจมุ่งตรงต่อพระมหาพรหม
คัมภีร์พราหมณะ เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวทว่าด้วยพิธีกรรมเป็นคัมภีร์ว่าด้วยความรู้เกร็ดเกี่ยวกับกฏในการทำพิธี การออกเสียงในเวลาขับ พราหมณ์ต่างนิกายต่างมีคัมภีร์นี้เป็นของตนเองและปกปิดพราหมณ์ต้องศึกษาคัมภีร์นี้ร่วมกับคัมภีร์ไตรเพทด้วย
ศาสนาพราหมณ์ยิ่งขยายกว้างยิ่งวิปริต ยิ่งยึดถือเรื่องวรรณ จนบางนิกายสามีรับประทานอาหารกับภรรยาไม่ได้ ลดความสำคัญของเทพเจ้าบางองค์ เช่น พระอินทร์ ยกเทพเจ้าบางองค์ซึ่งเคยต่ำให้สูง เช่น พระวิษณุ พระศิวะ และมีบัญญัติอะไรอีกมาก รวมทั้งหาทางสู้กับพระพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้ศาสนาพราหมณ์กลายเป็นฮินดู
4.สมัยอุปนิษัท-ฮินดู
เกิดขึ้นหลังพุทธกาล ราว 200 ปี เกิดขึ้นจากการปรับปรุงศาสนาพราหมณ์ จนกลายเป็นศาสนาฮินดู ได้ปรับปรุงด้วยการอนุโลมตามความชอบของประชาชนกับด้วยวิธีรวมเอามาเป็นของตน เช่น พระพรหมเดิมไม่มีตัวตน ไม่มีเพศ ก็ให้มีตัวตนเป็นเพศชาย มีสี่หน้า สี่กร มีชายาชื่อพระสรัสวดี ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งสติปํญญาข้อนี้เป็นการปรับปรุงอนุโลมตามความชอบของประชาชน ยุคนี้มีการเพิ่มเทพอีกมาก และสับสนมาก ในสมัยพระเวท พระวิษณุเป็นเทพชั้นต่ำ มาสมัยฮินดูกลายเป็นเทพชั้นสูง กลายเป็นผู้ให้กำเนิดพระพรหม ในระหว่าง พ.ศ. 861-1190 ศาสนาฮินดูแตกแยกนิกายมาก บางนิกายมีความประพฤติทราม ส่งให้เกิดคัมภีร์ปุราณะ
คัมภีร์ปุราณะ เป็นคัมภีร์หลังสุด ที่พราหมณ์ได้แต่งขึ้น หลังจากที่ได้สร้างเทพเจ้าประจำสิ่งต่างๆไว้มาก จึงต้องแต่งคัมภีร์เป็นฐานรับรองความสำคัญ โดยเฉพาะพระวิษณุกับพระศิวะ และกล่าวว่าเทพเหล่านี้ได้เสด็จลงมาโปรดมนุษย์ โดยอวตารเป็นบุคคลนั้นๆ คัมภีร์นี้แต่งเป็นกาพย์ ฉันท์ปนกัน คัมภีร์ทุกคัมภีร์มีการอ้างว่าผู้แต่งเป็นมุนิตนใดตนหนึ่ง โดยได้รับศรุติมาจากเทพเจ้า
<< top >>
สถานที่กำเนิดศาสนา
ประเทศอินเดีย
<< top >>
เหตุเกิดศาสนา
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนานี้ไม่มีศาสดาหรือผู้ตั้งศาสนาเหมือนศาสนาอื่น แต่เกิดจากการศรุติ คือได้ยินได้ฟังกันมา กล่าวคือ ฤาษีขึ้นไปหาความวิเวกบนขุนเขาเกิดได้ยินเสียงทิพย์ จึงลงมาบอกต่อๆกัน เกิดขึ้นในยุคพระเวท พวกอารยันซึ่งเป็นพวกผิวขาวได้เดินทางมาจากตอนใต้ของรัสเซียเข้ามาขับไล่พวกดราวิเดียนซึ่งเป็นพวกผิวดำ และเป็นชนพื้นเมืองเดิมของพวกอินเดีย พวกดราวิเดียนบางพวกหนีไปอยู่ศรีลังกาและไปเป็นชนพื้นเมืองเดิมของ ศรีลังกา บางพวกได้สืบเชื้อสายผสมผสานเผ่าพันธุ์กับพวกอารยันกลายเป็นคนอินเดียในปัจจุบัน คนอารยันนับถือ พระอาทิตย์ ส่วนพวกชนพื้นเมืองเดิมนับถือไฟ พวกอารยันเห็นว่าความเชื่อของตนเข้ากันได้กับพวกดราวิเดียน จึงได้เผยแพร่ความเชื่อของตนโดยชี้ให้เห็นว่าดวงไฟที่ยิ่งใหญ่ นั้นคือดวงอาทิตย์ จึงควรนับถือพระอาทิตย์ซึ่ง เป็นที่มาของไฟทั้งปวงในโลกมนุษย์ทำให้แนวความคิดของชนพื้นเมืองเดิมกับพวกอารยันผสมผสานเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นศาสนาพราหมณ
์
<< top >>
จำนวนผู้นับถือศาสนา
ประมาณ 900,000,000 คน (ปี ค.ศ.2002)
ที่มา : http://www.adherents.com/Religions_By_Adherents.html
<< top >>